ความสุขของงานอาสา

posted on 02 Jul 2009 09:23 by cyclonado  in ect

 

ช่วงหยุดยาวเข้าพรรษานี้ผมก็จะได้ขึ้นไปปลูกป่าที่เชียงใหม่แล้ว

แม้ว่าทริปนี้คนจะน้อยไปนิด(แค่เก้าคนเองอ่ะ) แต่ผมก็อยากจะขึ้นไปทำอยู่ดี เพราะมันเป็นทริปที่ผมใฝ่ฝันมานานแล้ว ว่าอยากจะไปทำงานอาสาบนภูเขาดูสักครั้ง

 

เพราะแม้ว่าตอนนี้ผมจะเป็นคนที่ทำงานอยู่กับท้องทะเล(และใต้ท้องเรือ) แต่ผมชอบภูเขามากกว่าทะเลเสียอีก อาจจะเป็นเพราะการที่พ่อผมซึ่งเป็นทหาร ชอบจับผมปีนเขาเดินป่าตั้งแต่เด็กๆ ผมเลยอยากทำอะไรให้ภูเขาที่ผมเคยไปปีนบ้าง(และทริปนี้ก็เพื่อใครบางคนด้วย^ ^)

 

ความสุขของงานอาสา

พ่อผมเคยพูดไว้ว่า คนที่ทำงานเพื่อสาธารณะนั้น มีสิ่งที่ต่างกันคือ สิ่งที่อยู่ระหว่างคำว่า"จิตอาสา" และ"จิตสธารณะ"

 

คนที่มีจิตอาสา นั้นคือคนที่เสียสละตนเองเพื่องานของส่วนรวม ด้วยความสมัครใจ

แต่คนที่มีจิตสธารณะ นั้นคือคนที่คิดว่าตนเองนั้นคือส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นทุกสิ่งที่เราทำก็ย่อมส่งผลต่อสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อย หรือยิ่งใหญ่เพียงใด ดังนั้นทุกการกระทำของคนเหล่านี้ จะคิดสิ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมเสมอ

 

ที่พูดมาอาจจะงงไปนิด งั้นผมจะยกตัวอย่างง่ายๆให้ฟังก็แล้วกัน...

 

ผมเคยไปค่าย อาสาที่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบ เป็นค่ายที่พี่ๆมหาวิทยาลัย จะจัดกิจกรรมให้น้องมัธยมได้ทำงานร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งผมก็ได้รับหน้าที่ให้สอนเด็กๆในชุมชน

ลักษณะของกิจกรรมก็ไม่มีอะไรมากนอกจาก ให้น้องมัธยมกลายมาเป็น"คุณครูจำเป็น" เพื่อสอนเด็กๆ

 

และหลังจากจบค่าย

น้องคนหนึ่ง:"พี่ โครงสอนที่พี่ทำสนุกมากเลยอ่ะ"

ผม:"เหรอ แล้วชอบตรงใหนมั่งล่ะ?"

น้องคนนัน:"ไม่รู้ดิ แต่ได้เล่นกับเด็กๆก็สนุกดีอ่ะ"

ผม:...

บางทีอาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนชอบคิดมาก หรือชอบ คิดมากไปคนเดียว

แต่ผมรู้สึกว่าผมไม่ชอบงานอาสาแบบนี้เอาเสียเลย งานอาสาที่ทำแล้วไม่รู้สึกผูกพันธ์กับสิ่งที่เขามาทำ

คำว่าผูกพันธในที่นี้ สำหรับผมหมายถึงการที่ว่า เราได้รู้ว่าเรามาทำอะไร และสิ่งที่เรามาทำนั้นมันได้เปลี่ยนแปลงอะไรยังไง คงไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การที่เราได้รู้ว่า

 

"ทุกการกระทำของเรานั้น ย่อมส่งผลต่อสังคมที่เราอยู่"

 

ต่อมา...ผมได้มีโอกาสไปสอนศิลปะเด็กๆ แถวๆสาธร คนที่ทำงานตรงนี้นั้นเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยที่กำลังใกล้จะจบการศึกษา ได้รวบรวมเด็กๆที่เขาเคยเล่นด้วยในละแวกชุมชนชองเขามาสอนงานศิลปะ และให้กลุ่มคนที่สนใจเข้ามาสอนด้วย

 

ผมประทับใจตรงที่ว่า พี่เขานั้นมีความกระตือรือร้นมากที่จะสอนเด็กๆ แม้ว่าตัวเองจะไม่เก่งในงานศิลปะ แต่เมื่อมีคนอาสามาช่วยสอน พี่เขาก็กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ราวกับเป็นพวกเดียวกับน้องๆที่มานั่งเรียน

ไม่ใช่แค่นั้น ทุกอย่างที่พี่เขาเรียนรู้ได้ ก็จะฝึกฝนมันจนกว่าจะทำได้เพื่อจะได้เอาไปสอนน้องๆต่ออีกที...

 

บางทีนั้นคำว่า "งานอาสา" นั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ขนาดจะเปลี่ยนแปลงประเทศหรือโลกได้ เพียงแค่ทุกคนใส่ใจที่จะเรียนรู้ว่า สังคมที่เราอยู่นั้นเป็นอย่างไร และเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว...

 

ก่อนหน้านี้ผมได้จัดทริปๆหนึ่ง ซึ่งพาเพื่อนๆไปทำฝายกันที่แก่งกระจาน เหตุที่ผมไม่เรียกว่าค่ายก็เพราะว่าผมไม่ชอบอะไรที่เป็นทางการ (และแน่นอนครับขึ้นชื่อว่าทริป มันย่อมเป็นการกึ่งเที่ยวมากกว่าค่ายแน่นอน)

แต่ที่ผมชอบก็คือเมื่อสิ้นสุดของทริป ผมได้พยายามพาเพื่อนๆไปดูว่าสิ่งที่เราทำนั้นเปลี่ยนแปลงอะไรมากแค่ใหน

แน่นอนครับ จากแอ่งน้ำขังเน่าในวันที่เราทำฝาย ก็กลายเป็นลำธารที่ใสสะอาดไหลไปสู่ตีนเขา

 

มันอาจจะเล็กน้อยแต่ผมก็รู้สึกดี ที่หลายๆคนก็รู้สึกดีว่าสิ่งที่เขามาทำได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปบางอย่าง

 

งานอาสาที่ทำแล้วสนุกผมว่าที่ใหนก็เป็นอย่างนั้นทั้งนั้น

งานอาสาที่ทำแล้วได้รู้จักคนได้รู้จักเพื่อนไม่ว่าที่ใหนมันก็ใช่

แต่งานอาสาที่ทำแล้วเรารู้สึกผูกพันธ์กับสิ่งที่เราไปทำนั้นผมว่ายังมีน้อยมาก...

 

และผมก็หวังว่า ผมจะทำให้ชาวทริปที่จะไปเชียงใหม่กันในครั้งนี้ ประทะบใจกับสิ่งที่ผมหวังได้

 

แล้วเอนทรี่หน้าจะมาเล่าสิ่งที่เิกดขึ้นในช่วงเข้าพรรษานี้ให้ได้ฟังกันครับ

 

ปล. ผมคิดเหมือนกันนะว่าตัวผมน่ะยังห่างไกลกับคำว่าจิตสาธารณอีเยอะเลย เพราะตัวผมเองก็มีความฝันอยู่ความฝันหนึ่งที่ผมอยากทำ แต่ผมยังหาทางที่จะทำให้มันเป็นการทำเพื่อสังคมยังไม่ค่อยเจอเลยนี่สิ