ได้เวลาเปิดหมวดใหม่กับบันทึกอตีดแล้ว

ซึ่งหมวดนี้ จะบันทึกเรื่องราวความทรงจำสัพเพเหระทั้งหมดของผมนั่นเอง

 

 

 

สายลมแห่งดอกซากุระ

 

วันที่1 : ซาเซโบ

  

 

หลังจากที่สองเรือรบแห่งราชนาวีไทยได้วิ่งฝ่าคลื่นลมแห่งทะเลจีนใต้นับห้าวันห้าคืน จนในที่สุดก็ได้มาเทียบท่าที่ US Navy port เมืองซาเซโบจังหวัดนางาซากิ

ก็ได้เวลาลเที่ยวกันแล้ว!!!!

แต่เนื่องจากผมไม่รู้เลยว่าจะเที่ยวที่ใหนดีวันแรกก็เลยได้แค่เดินเล่นรอบเมืองเท่านั้น

ท่าเก็กแสนเท่ห์แต่กาแฟในในมือนั้นแสนจืด(ต่อมาพึ่งตรัสรู้ว่าชากาแฟประเทศนี้จืดทั้งประเทศ)

แม้จะยังไม่บานเต็มที่แต่ข้าพเจ้าก็ได้ยลโฉมดอกซากุระครั้งแรกในชีวิต

Ka wa ii !!!

 

และวันนี้ของวันก็จบลงโดยการบุกไปถามหาสถานที่ท่องเที่ยว จากพนักงานประชาสัมพันธ์ที่สถานีรถไฟJRของเมือง ซึ่งแม้ว่าเขาจะพูดอังกฤษได้กระท่อนกระแท่น แต่เขาก็แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในคิวชูได้ทุกซอกทุมุมจริงๆ และในที่สุดผมก็ได้ที่เที่ยวสำหรับวันต่อไปแล้ว นั่นก็คือเมืองฮิราโดะ

รับชมภาพบรรยากาศชิวๆของเมือซาเซโบ กด

 

 

วันที่สอง : เมืองฮิราโดะ

 

แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ครึ้มไปด้วยเมฆฝน แต่กระนั้นก็ยังรับรู้ได้ถึงความสดใสที่ซ่อนอยู่

 

 

หลังจากที่ได้สอบถามสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดในเกาะคิวชูจากประชาสัมพันธ์สาวสวยน่ารักที่สถานีรถไฟ JR เมืองซาเซโบผมและผองเพือ่นอีกสองคนก็ได้ข้อสรุปว่าจะไปเที่ยวที่เมืองฮิราโดะซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองนี้ซึ่งเดินทางโดยรถบัสป้าย Sasebo-hirado sanbashi(ของจริงเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นนะ)ซึ่งพูดให้เข้าใจง่ายๆก็นั่งไปสุดสายฮิราโดะ โดยใช้เวลาราวๆชั่วโมงครึ่งค่าเดินทางเที่ยวละ1300เยน

 

หลังจากที่รถบัสวิ่งมาจนเกือบถึงสถานีสุดสายพวกผมก็ตัดสินใจลงกันก่อนเพื่อเดินเก็บบรรยากาศสบายๆของเมืองๆนี้และแล้วก็...

.

.

.

ฝนตก!!!

ทั้งๆที่ ผมตั้งใจไว้ว่าจะเก็บภาพสวยๆของเมืองนี้ไว้เพราะอาจไม่ได้มาอีกแล้วในชีวิต

แต่มันก็เป็นแบบนี้...บ้าเอ้ย!!!

 

แต่เนื่องด้วยผมและเพื่อนๆไม่มีใครเป็นญาติกับเทพยดาสักคนก็เลยโวยอะไรกับฟ้าฝนไม่ได้มากจึงต้องจำใจทำใจไปตามระเบียบ แต่กระนั้นก็ต้องหาที่หลบฝนกันก่อน 

โชคดีที่แถวๆนั้นมีร้านขายของที่ระลึกใกล้ๆอยู่ร้านนึง พวกผมเลยเริ่มเปิดฉากการเที่ยวที่เมืองนี้โดยการซื้อของที่ระลึก กันก่อน

(ผมไปต่างประเทศได้อะไรเป็นของที่ระรึกรอเอนทรีหน้าละกัน)

 

 หลังจากที่พวกผมสอบถามเส้นทางในแผนที่จากพนักงานร้าน และเดินดูของฝากไปพลางๆได้ราวๆหนึ่งชั่วโมงในที่สุดฝนก็เริ่มซาจนพอเดินเที่ยวได้

 

ซึ่งที่ๆแรกที่พวกผมจะมุ่งไปนั่นก็คือวัดไซเคียวจิซึ่งในแผ่นพับโม้ไว้ว่ามีเจดีย์สีแดงแรงสามเท่า!!!เอ๊ย สามชั้น!!!ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอยู่

บ้านเรือนไม้ดูเก่าๆและเมืองที่ดูร้างผู้คน ชวนให้นึกถึงกบินทร์บุรีบ้านอากงผมที่ชอบไปตอนเด็กๆก็ไม่บาน

บันไดหินยาวราวๆห้าสิบเมตรที่ลาดขึ้นไปสู่ทางเข้าวัด

(มาตราแผนที่ของญี่ปุ่นนี่ชวนปวดหัวมาก เพราะผมดูในแผนที่นี่ นึกว่าต้องเดินราวห้ากิโลกว่าๆได้แต่เอาจริงๆมาถึงวัดนี้ใช้เวลาแค่ห้านาที)

 

 เดินไปพลางชมสนไป

 

 

เมือ่เดินมาถึงด้านบนก็มีบ้าผู้ดูแลวัดคนหนึ่งเดินมาบอกว่าถ้าจะดูเจดีย์แดงให้เดินขึ้นไปด้านบนและเสียค่าเข้า300เยน

 

(เนื่องจากเมืองๆนี้หาคนที่พูดอังกฤษได้0คนดังนั้นภาษาที่เขาตอบกับนักท่องเที่ยวจึงเป็นญี่ปุ่นล้วน แม้ว่าเราจะร่ายอังกฤษได้มากแค่ใหนก็ตาม แต่คนเมืองนี้ก็จะร่ายญี่ปุ่นพูดกับท่านเท่านั้น แต่หากถามว่าทำไมผมฟังรู้เรื่องก็ขอตอบประโยคเดียวว่า

มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวของโอตาคุ)

 

และนี่ก็คือทางขึ้นที่ว่า

 

พระพุธรูปผ้าแดงแรงสามเท่า!!!(จะบ้าเรอะ)

 

 

 

 

 

และก็มาถึงด้านบน

 

ป้าผู้ดูแลหอแดง(สงสัยเหลือเกินว่าวัดนี้มีแค่สองคนแล้วดูแลกันได้อย่างไร)

 

 

บรรยากาศรอบๆ

 

และแล้วก็ได้เห็น

เจดีย์แดงแรงสามเท่า!!! (เลิกเล่นมุขนี้ได้แล้วไอ้บ้า)

 

ด้านหน้าเจดีย์

 

หลังจากจ่ายเงินค่าเข้าให้กับป้าผู้ดูแลแล้ว ป้าเขาก็นำทางพวกผมเข้าไปข้างใน(บริการกันดีมากๆมีการนำรองเท้าแตะมาให้วางให้เปลี่ยนกันด้วย)

 



ชั้นหนึ่งของปราสาท(เห็นภาพเบลอๆแบบนี้ไม่ใช่เพราะของแรงแต่เป็นเพราะหนาวจนมือสั่น)

 

 

เห็นเปลวสวยๆแบบนี้ไม่ใช้ของจิรงนะครับเป็นกระดาษกับหลอดไฟแล้วในเชิงเทียนมีพัดลมเป่า

 

 

หลังจากที่พวกผมเข้าด้านในก็ได้พบกับความงามของศิลปะแบบญี่ปุ่น ซึ่งไม่ต่างกับที่เคยดูในอนิเมเท่าใหร่นักแต่พอพวกผมจะเดินขึ้นไปชั้นสองป้าผู้ดูแลก็เรียกพวกผมให้หยุด และบอกให้พวกผมเดินลงไปที่ห้องใต้ดิน ทีแรกผมก็นึกว่าจะให้เปลี่ยเป็นชุดแบบญี่ปุ่นหรืออะไรแต่พอเดินลงไปแล้วก็มีแต่ทางเดินมืดๆอยู่เท่านั้นกับบ้ายเขียนบอกให้เดินเข้าไปพร้อมเอามือคลำกำแพงไปด้วย ตอนแรกๆพวกผมก็ไม่กล้าเดินเข้า แต่ป้าเขาก็ดั้นด้นให้พวกผมเดินเข้าไปให้ได้ พวกผมก็เลยเอาไงก็เอาวะ!!! เดินคลำกำแพงไป กลัวไป เจอทางแยกข้างในก็ดันแยกกันเดิน แล้วก็ส่งเสียงเรียกกันไป(ทหารนะเนี่ย)

 

จนกระทั่งทางเดินทั้งหมดาบรรจบกันก็พบกับ...

 

งามมากๆเลยครับพี่น้อง

 

หลังจากพวกผมเดินกลับมาชั้นบนก็พบป้าแกรออยู่พร้อมกับรอยยิ้ม พวกผมก็ยิ้มตอบจากนั้นป้าแกก็อธิบายเกี่ยวกับหอนี้อย่างคร่าวๆ เท่าที่เข้าใจก็คือศาสนาพุทธนิกายหินยานจะมีพระพุทธอยู่สี่ประเภทเพื่อไว้สำหรับสั่งสอนบัวทั้งสี่เหล่าหอนี้จึงมีทั้งหมดสี่ชั้นตามประเภทของพระพุทธ(บอกแล้วว่าที่แปลได้เพราะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของโอตาคุ)

 

"จากนี้ไปเชิญชมตามสบายนะคะ" สิ้นเสียงเชิญที่เป็นภาษาญี่ปุ่นของป้าแก พวกผมก็เดินขึ้นไปยังชั้นต่อๆไป

ชั้นสอง

 

 

ชั้นสาม

 

 ชั้นสี่

(ผมเป็นมนุษย์ผู้ไม่ชอบถ่ายรูปตัวเองเพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครถ่ายผมด้วยมุมกล้องที่ถูกใจสักที)

 

 

หลังจากที่ชมครบทั้งสี่ชั้นและกินลมกินบรรยากาศที่ระเบียงชั้นบนเรีบร้อยแล้วพวกผมก็เดินลงมาที่ชั้นล่าง และก็พบกับความประหลาดใจอีกครั้งที่รองเท้าคัทชูว์ของพวกผมถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบพร้อมสำหรับใส่เดินออกได้เลยทำให้ผมประทับใจมากๆ(แต่ก็อายนิดเพราะกลิ่นรองเท้านั้นแสนจะเหลือรับ เพราะอยู่แต่บนเรือ )

 

 และพวกผมก็เดินตรงไปที่ร้านขายของที่ระลึกซึงป้าแกก็นั่งรออยู่ในนั้น(ห้องทำงานป้าแก ว่ากันง่ายๆ)ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะซื้อลูกประคำวัดซึ่งเป็นของมงคลประจำปีเกิด (แต่กว่าจะให้ป้าแกเข้าใจได้ว่าเกิดปีมะโรงก็วุ่นเหมือนกันเพราะทีนี่เขานับปีเฮย์เซย์(หรือเปล่าหว่า?))

 

และเหตุที่ผมมั่นใจว่าการบ้าการ์ตูนของผมนั้นก็มีประโยชน์ไม่น้อยเหมือนกันก็เพราะ

ผม: (หยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมาเปิดดู)

ป้า:อันนี้เป็นหนังสือสวดมนต์ของญี่ปุ่น(พูดภาษาญี่ปุ่น)

ผม:(ยิ้มนิดๆ เปิดอ่านต่อ)

ป้า:แต่ซื้อไปก็คงอ่านไม่รู้เรื่องหรอก เพราะมันเป็นภาษาญี่ปุ่น (พูดภาษาญี่ปุ่น)

ผม: (หัวเราะ) ผมก็ว่างั้น (ตอบเป็นภาษาอังกฤษ)

เห็นรึยังว่าโอตาคุไม่ใช่พวกไร้ความสามารถนะเฟร้ย!!!

 

"ซาโยนาระ!!! อาริกาโตะ" คำพูดที่พวกผมพูดกับป้าเขาพร้อมกับโบกมือลา ก่อนที่จะเดินออกจากวัดไป

ป่าไผ่ด้านหลังวัดเป็นทางเดินลงไปที่ลานชั้นล่าง

 

 ก่อนที่พวกผมจะเดินออกไปจากวัด ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ประทับใจไม่รู้ลืมอีกครั้งเมื่อป้าที่ดูแลชั้นล่างวิ่งมาหยุดพวกผมที่กำลังจะเดินออกจากวัดพร้อมกับยื่นแผนที่ท่องเที่ยวและแผ่นพับของเมืองนี้มาให้ทั้งแบบภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น พร้อมทั้งแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้แบบคร่าวๆ ทำให้พวกผมอึ้งเลยครับ ก่อนที่จะขอบคุณ กล่าวอำลา และเดินออกจากวัดไปพร้อมกับรอยยิ้ม

 ^_^

 

 เนื่องจากฝนยังตกอยู่พร่ำๆ ประกอบกับ(ความเอาแต่ใจของ)ผมที่อยากรอให้แดดดีๆก่อนเพื่อจะได้เก็บภาพสวยๆของปราสาทฮิราโดะซึงเป็นไฮไลท์ของเมืองๆนี้ จึงตกลง(แกมบังคับ)กับเพื่อนๆว่าจะเดินรอบเมืองเล่น ดูที่ท่องเที่ยวที่อื่นๆไปก่อน

 

 

เอแคลร์ สี่ลูก200เยน ใหญ่โคตร!!! และก็อร่อยมาก

 

ถ้าผมเข้าใจถูก รู้สึกว่าเมืองนี้จะขึ้นชื่อในการทำตุ๊กตาวันเด็กผู้หญิงหรือตุ๊กตาฮินะ จึงมีให้เห็นทั่วไปแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาล(มีพิพิธภัณฑ์ ด้วยนะแต่เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปดู) อีกอย่างหนึ่งก็คือศิลปะการเป่าแก้วแบบดัทช์เพราะเมืองนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองที่ยอมให้ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งรกราก สมัยที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ

 

 อาจสงสัยว่าทำไมผมเอาภาพนี้มาลงเพราะมันมีเหตุกาณ์ชวนประทับใจไม่รู้ลืม (ปนหนักในเยอะๆ)มาบังเกิดกับพวกผมอีกแล้วครับท่าน

 ชวนเหตุเชื่อว่าอาจเกิดเพราะผมก็เป็นได้(พาเพื่อนซวยว่างั้น)เนื่องจากเพื่อนผมต้องการกดเงินโดยกดจากเอทีเอ็มของธนาคาร(ที่ๆมีตุ๊กตาฮินะในรูปบนอยู่)แต่ที่นี้มันใช้วีซ่าไม่ได้ ผมก็เลยดันไปทะลึ่งถามพนักงานที่เคาท์เตอร์ว่า"มีวิธีกดเงินได้บ้างมั๊ย?"

เอาละสิครับพี่น้อง วุ่นวายกันทั้งแบงค์จนผู้จัดการแบงค์ต้องสเด็จลงมาเลยครับท่าน เพราะพวกเขานึกว่าพวกผมเดือดร้อนต้องการถอนเงินเอามากๆไปเสียอย่างนั้น ทีนี้ท่านผู้จัดการที่ว่าจงส่งที่พูดภาษาอังกฤษได้พองูๆปลาๆมาหาพวกผม นามกรว่านาย ทานากะ(คนใส่สูทในรูป) พร้อมกับมองหมายภารกิจอันใหญ่หลวงมาว่า

"เอ็งจงพาพวกนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไปถอนเงินให้จงได้"

 ปรากฏว่านาย ทานากะผู้นี้พาผมเดินไปทั่งเมืองเลยครับแต่ก็ปรากฏว่าไม่มีธนาคารที่ใช้วีซ่าได้สักแห่ง เอาละครับทีนี้นายทากากะถึงกับกุมขมับเลยครับ กวกผมก็ไม่แพ้กันเพราะต้องการบอกเขาว่าไม่เป็นไรจริงๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจครับแต่ดันเข้าใจว่าพวกผมต้องการกดเงินให้ได้ ไปเสียอย่างนั้น สุดท้ายเรื่องก็ไปจบลงที่ตึกไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง(ตอนแรกพามาใจหายวูปเลยนึกว่าต้องกู้ยืมซะแล้ว)

คนในตึกก็พาพรั่งคนหนึ่งที่ทำงานในตึกนี้ มาคุยกับพวกผมๆดีใจมากเลยครับ อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดให้เขาไปเพื่อให้เขาบอกกับนายทานากะว่าพวกผมไม่ต้องการกดเงินแล้ว ได้ผลครับนายทานากะสีหน้าราวกับยกภูเขาออกจากอกก็ไม่ปานพวกผมก็โล่งใจไปตามๆกันในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรขอความช่วยเหลือจากคนญี่ปุ่นครับเพราะพวกเขาจะจริงจังกับมันแบบสุดๆโดยเฉพาะกับแขกบ้านแขกเมือง เช่นพวกผม

 

(สะพานที่อยู่ในรูปเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่ออีกแห่งหนึ่งของเมืองนี้เรียกว่า สะพานดัทซ์)

 

 หลังจากผ่านเรื่องสุขๆปนหนักใจนิดๆไป

ในที่สุดแดดก็เริ่มออกแล้วครับท่าน!!!

ได้เวลาตะลุยปราสาทฮิราโดะแล้ว!!!

 

 

ทางเดินขึ้นปราสาทยาวราวๆ500เมตรมีต้นซากุระตลอดสองข้างทาง

ลานกว้างที่มีโคมประดับอยู่ทั่ว(ไม่รู้ว่าสำหรับงานอะไรหรือเปล่า)

ซึ่งบริเวณนี้เป็นชั้นล่างของตัวปราสาท

วัดสำหรับประกอบพิธีสงฆ์ของไดเมียวผู้ครองแคว้นฮิราโดะ

(ปราสาทนี้เป็นปราสาทซามูไรไม่ใช่ปราสาทสำหรับโชกุน)

 

 

สี่สิงห์ผู้เผ้าประตูวัด

 

เดินขึ้นมาบนอีกราว100เมตร ก็พบกับทางเข้าตัวปราสาท

 

คาดว่าน่าจะเป็นลานอเนกประสงค์

ป้อมรอบๆลาน

 

ที่พำนักของไดเมียวค่าเข้า300เยน

เกราะของไดเมียว

Kanto no Tachi (ห่วงของด้ามดาบประมาณนั้น) ดาบที่จะมอบให้กับซามูไรทุกคนที่ขึ้นตรงกับผู้ครองแคว้น

ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิวและมีตู้ล็อกเก็ตแบบสลักชื่อและวันเดือนปีที่มาเยือนราคา1000เยน

มุมจากบนปราสาท

ปากอ่าวของเมือง

ทางเดินลงมาด้านล่าง(ด้านหลังปราสาท)

 เริ่มเห็นผู้คนเพราะฝนหยุดตก

บรรยากาศสบายๆริมปากอ่าวฮิราโดะ(ได้เวลากลับเรือ)

ต่อยกันมั้ยแพ่!!!(ไม่รู้ว่าน้องเขาพูดอะไรแต่มั่วๆไปงั้นเหละ)

 ปราสาทฮิราโดะจากมุมล่าง

 

 

สตรีไม่ทราบนามกรนางนี้คือหญิงสาวที่แต่งงานกับชาวดัทซ์และต้องจำจากบ้านเกิดไปยังดินแดนไกลแสนไกส

และนางก็ได้เขียนจดหมายถึงบ้านเกิดเป็นนับร้อยๆฉบับด้วยความอาวรณ์ จนเป็นตำนานกล่าวขานของเมือง

แวะซื้อตุ๊กตาฮินะก่อนกลับ

เมื่อป้าๆเขาถามผมว่าผมเป็นทหารญี่ปุ่นหรือทหารอเมริกัน พอผมตอบไปว่าเป็นทหารไทยป้าๆเขาก็กรี๊ดกร้าดกันใหญ่ อาจฟังดูหลงตัวเองไปนิดแต่ป้าๆเขาบอกว่าพวกผมสุดยอดกันด้วยล่ะ(ได้ยินว่าสึโกยกับอะไรนี่หล่ะ)

แถมได้ของแถมติดไม้ติดมือมาด้วย

 

 

และเมื่อรถบัส ซาเซโบ-ฮิราโดะมาจอดเทียบสถานีพวกผมก็ได้เวลาที่ต้องจากลาเมืองภายใต้เมฆฝนแต่อบอุ่นและสดใสแห่งนี้ไปเสียแล้วสิ่งที่จะยังคงเหลืออยู่ก็คงมีเพียงแค่ ของฝาก รูปถ่าย และความทรงจำที่ดีๆเท่านั้น

 

 

 

ชมภาพเมืองฮิราโดะเพิ่มเติม กด

 

me\วาร์ปไปเตรียมอ่านหนังสือสอบ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตามไปชมเมืองแห่งซากุระด้วยคนนะคะ
ถึงแม้ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ..
แต่ก็ได้เก็บภาพบรรยากาศไปอีกแบบนึงน๊า...double wink

เอ่อ..ว่าแต่ไม่ได้เปลี่ยนชุดไปรเวทท่องเที่ยวเหรอ
เห็นยังใส่เครื่องแบบเต็มยศเลยน๊า confused smile

มีความสามารถในการสื่อสารกับคุณป้าได้คล่องปร๋อเลยคะนี่... confused smile
และสุดท้ายคุณป้าก็กลายเป็นไกด์ที่น่ารักมาก ๆ เลยค่ะ big smile

ทั้งภาพและเรื่องราวเยอะแยะ...ได้ความรู้ไปด้วยเลยค่ะ...