แสง...ที่อบอุ่นต่างกัน
posted on 27 Oct 2008 19:23 by cyclonado in ect
เวลาเย็น...
ผมอยู่บนรถบัสคันหนึ่ง กำลังมุ่งหน้าสู่ที่แห่งหนึ่ง
แดดอ่อนๆกำลังดี สายลมที่วิ่งผ่านหน้าต่างที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ลมเข้าตาเวลาอ่านหนังสือ
เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชอบเวลานั่งรถไปใหนสักที่
เมื่อรถเลี้ยวไปตามเส้นทาง ทิศที่อยู่ข้างขวาของตัวรถก็เปลี่ยนเช่นเดียวกับวิวทิวทัศน์ที่เปลี่ยนตามไปด้วย
เป็นทิศตะวันตก...
แม้ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบไปมองแต่ผมก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดให้ผมละสายตาจากหนังสือไปมอง
ภาพของดวงอาทิตย์จากที่เคยเป็นลูกกลมๆกำลังคลี่ออกเป็นริ้วสี แสด ส้ม และเหลือง ราวกับมีใครเอาพู่กันไปละเลงให้มันกลืนกับริ้วเมฆที่แนวเส้นขอบฟ้า
ผมพยายามละสายตาจากวิวนี้และพยายามกลับไปอ่านหนังสือในมือ
แต่ก็ล้มเลิกความตั้งใจ...
ตอนนี้ นั่งคิดอะไรเล่นๆดีกว่า
เป็นสิ่งที่ผมบอกตัวเองให้ทำทุกครั้งเวลาที่เห็นวิวทิวทัศน์เช่นนี้โดยเฉพาะเวลานั่งรถ...
เรื่องที่อยากทำ...
เรื่องที่จะทำ...
ที่ๆอยากไป...
เรื่องที่ผ่านมา...
สนทนากับตัวเองบ้าง...
คิดถึงคนโน้นคนนี้บ้าง...
เรื่องไร้สาระต่างๆ
ผมคิดว่าคนเราก็มีเวลาที่ "อยากจะนั่งเล่น" ต่างกันไปเพื่อคิดเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาและกำลังจะมาถึงในชีวิต บางครั้งอาจจะทำให้เราได้ทัศนคติอะไรใหม่ๆ หรือคิดอะไรดีๆได้ ก็แล้วแต่ "ช่วงเวลา" นั้นของแต่ละคนว่าจะใช้มันอย่างไร
ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับจินตนาการอันไร้สาระของตัวเองขณะที่กำลังมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆตกดินก็มีแสงๆหนึ่งส่องเข้ามาในตาของผมซึ่งขัดกับบรรยากาศในช่วงนั้นมาก มันชวนให้ผมหงุดหงิดเล็กน้อยผมจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง
มันคือแสงไฟจากถนน...
ผมจึงได้เรื่องให้ครุ่นคิดสำหรับการนังรถครั้งนี้แล้ว
เวลาค่ำ...
ฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็น คราม เทา เทาเข้ม และดำ ตามลำดับ
แสงจากดวงอาทิตย์หายไป แสงสว่างจากไฟถนนและตัวเมืองเข้ามาแทนที่
ผมยังคงมองวิวผ่านหน้าต่างรถที่กำลังมุ่งหน้าไปอยู่
แต่สิ่งที่ผมกำลังครุ่นคิดก็คือ
อะไรที่มันแตกต่างระหว่างแสงจากธรรมชาติกับแสงที่มนุษย์เราสร้างมันขึ้นมา...
แม้ผมจะยังไม่รู้คำตอบจนแม้กระทั้งเริ่มเขียนบทความนี้
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่ๆก็คือ แสงที่คนเราสร้างมานั้นมันไม่อบอุ่นเลยสักนิด
ไม่ว่าผมจะจ้องมองหลอดนีออนที่อยู่สองข้างถนนนานสักเท่าใหร่มันก็ไม่ชวนให้ผมนึกถึงเรื่องที่อยากนึกเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันกลับทำในนึกแต่อะไรที่แย่ๆเสียมากกว่าด้วยซ้ำ
แต่ที่น่าแปลกก็คือ คนเรามักจะสนุกสนานกับแสงที่เราสร้างขึ้นมาเองนั้นเสียเหลือเกิน
หรือจะเรียบเรียงให้ถูกก็คือ ช่วงเวลาที่คนเรานั้นจะสนุกสนาน ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่แสงไฟเย็นๆเหล่านี้ขึ้นมาแทนแสงอาทิตย์แทบทั้งสิ้น
ผมชอบโรงเบียร์...
ผมไม่ใช่นักเที่ยวกลางคืน แต่ถ้าจะให้ไปที่ใหนสักที่ในยามค่ำคืนผมก็นึกถึงโรงเบียร์อันดับต้นๆ
หนึ่ง เพื่อนั่งดื่มเบียร์เย็นๆกับเพื่อนแม้ว่าไม่มีอะไรคุยแต่ก็มีการแสดงให้ดู
สอง ผมชอบบรรยากาศที่สลัวๆและสบายๆ
ซึ่งจะว่าไปผมก็เป็นแบบนี้มาแต่ใหนแต่ไรแล้ว...
ผมชอบที่จะนั่งทำอะไรต่างๆตอนตีหนึ่งตีสองโดยใช้ไฟจากโป๊ะเล็กๆ
ผมชอบบรรยากาศนั่งล้อมกองไฟที่อุ้งผาง
ผมชอบเวลาเดินเล่นในโรงเรียนตอนดึกๆระหว่ารอแม่มารับกลับบ้าน
ผมชอบหาที่ๆมีแสงน้อยๆยามค่ำคืนเพื่อนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไร้สาระ
ผมชอบเวลานั่งรถไปใหนสักที่แล้วมีเพียงไฟจากรถที่ทำให้ผมเห็นสองข้างทาง
ผมชอบคืนเดือนเพ็ญที่กบินทร์บุรี
นั้นคงเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะนึกได้เกี่ยวกับแสงที่ขาดความอบอุ่นนั้น
เพื่อทำให้ความมืดชัดเจนยิ่งขึ้น...
กลางคืนนั้นมืดและน่ากลัว แต่ถ้าหากมีแสงไฟเล็กๆสักดวงส่องใกล้ๆตัวเรา อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่าท่ามกลางความมืดที่เรากลัวเราก็ยังมีตัวเองอยู่ และบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนตัวอย่างประหลาด เพราะท่ามกลางความมืดที่รายล้อมเรา...เราเห็นแค่ตัวของเราเอง
เป็นความอบอุ่นเล็กๆที่เราสร้างขึ้นมาโดยมีแสงเป็นส่วนเสริม(เล็กๆ)
เพื่อนผมคนหนึ่งชอบฮ่องกง...
เขาบอกว่ามันเป็นเมืองที่หรูหราและมีสีสันโดยเฉพาะยามค่ำคืนเขาจะชอบเป็นพิเศษ เพราะตึกต่างๆในห้องกงจะส่องแสงแพรวพราวระยิบระยับราวกับหมู่ดาวบนพื้นดินผมก็คิดว่ามันสวยไม่น้อย เพราะผมยืนดูมันอยู่จากใน
"ความมืด"บนเรือรบลำหนึ่ง แต่หากจะให้ผมมาใช้ชีวิตท่ามกล่างเมืองที่ไม่มี "ความมืด" เลยเช่นนี้ผมก็คงต้องขอผ่าน
คนเรามักจะใผ่หาอะไรที่ตนเองนั้นขาดไปราวกับเป็นธรรมชาติของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ดังเช่นเพื่อนผมที่โตมากับความเงียบสงบในต่างจังหวัดก็ใฝ่หาแสงสี และเช่นเดียวกับผมที่โตมาในเมืองที่วุ่นวายและหนวกหูย่อมต้องการที่ๆจะได้ "นั่งมองตัวเอง" เงียบๆบ้าง
คงตัดสินไม่ได้ว่าใครคิดผิด และเราก็ไม่ควรไปตัดสินมันเช่นนั้น เพราะคนเรามีความสุขที่แตกต่างกัน
เป็นไปได้หรือไม่ที่เรื่องที่ผมพึ่งเล่าผ่านไปกำลังจะสรุปได้ว่าคนเรากำลัง"กลัว"กับบางสิ่งที่เรียกว่า"ความเหงา"มากน้อยต่างกัน
หากเอดิสันไม่สามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อันยอดเยี่ยมที่เรียกว่าหลอดไฟขึ้นมาแล้วละก็ ทุกวันนี้เราคงจะอยู่กันโดยการใช้ตะเกียงและเทียนไข สิ่งที่ผมคงจะนึกได้ในบรรยากาศเช่นนั้นเป็นอันดับต้นๆก็คงจะเป็น"ความเหงา"
เหงาที่จะอยู่คนเดียวท่ามกลางไฟสลัวๆจึงต้องไปนั่งรวมๆกันกันสมาชิกในครอบครัว ในยามค่ำคืนหน้าเตาผิงหรือกองไฟ
เหงาที่จะอยู่คนเดียวท่ามกลางไฟสลัวๆจึงต้องนั่งนึกถึงคนที่เรารัก หรือแต่งกลอบแต่งเพลงเพื่อเขาสักฉบับ
มันจึงเป็นโลกที่เราให้ความสำคัญกับคนที่เรารักเพราะเรารู้ดีถึงสิ่งที่เรียกว่า"ความเหงา" ที่ธรรมชาติเสกสรรค์มันขึ้นมา
กลับมาที่โลกที่เจริญรุ่งเรื่องด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดกัน
แสงสว่างทำให้เราอยู่ในห้องนอนได้ด้วยตัวคนเดียวในยามค่ำคืน
แสงสว่างทำให้เราออกไปพบคนที่เรารักได้ทุกเมื่อในยามค่ำคืน
แสงสว่างทำให้เรามีที่ๆได้"ผ่อนคลาย?"และ"สนุกสนาน?"ในยามค่ำคืน
แปลว่าแสงสว่างทำให้เรา"เหงา"น้อยลง?
แปลว่าเรามีเวลาที่จะคิดถึงสิ่งต่างๆเพราะ"ความเหงา" น้อยลงด้วยเช่นกัน
และนั้นก็แปลว่าเราไม่ตระหนักถึง"ความเหงา"อีกต่อไป
เพราะโลกที่มีแสงในยามค่ำคืนผลักดันให้เราหนีห่างจาก"ความเหงา"นั้น ไปเรื่อยๆ
หากวันที่เรานั่งอยู่กลางแสงไปนีออนในห้องแล้ว"เหงา"จนไม่รู้จะทำอะไรถ้าเราลองปิดไฟและเให้เหลือเพียงแสงจากโป๊ะเล็กๆ หรือเพียงแสงจากเทียนไขและลองมองดูรอบๆตัวเรา
แม้ว่าจะเหงาเหมือนกันแต่เราก็ได้มีเวลาคิดถึงคามเหงา มากกว่าที่จะคิดว่าจะทำอะไรให้หายเหงา
บางที"ความมืด"อาจจะให้คำตอบที่ดีๆแก่เราก็ได้
me\วาร์ป
#1 By สุัขภาพดีเริ่มที่เรา on 2008-10-28 02:17