"ครูครับไอ้ข้อเมื่อกี้ ถ้าเราทำแบบนี้......."
"ก็ได้นะ...ครูบอกแล้วไงว่าครูไม่เน้นที่วิธีทำ ถ้าเธอจับนิยามมันได้แล้ววิธีที่เธอคิดเป็นไปตามนั้นก็ไม่มีปัญหา ครูให้คะแนนหมดแหละ"
สิ่งที่ผมได้พบก็คือแม้ว่าเราจะคิดต่างกันแต่ถ้าเรายังอยู่ในนิยามหรือบรรทัดฐานเดียวกัน สุดท้ายทุกคนก็มุ่งสู่คำตอบเดียวกัน
มีคนจำนวนไม่น้อยที่"กลัว"ที่จะแตกต่างจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า หน้าตา ทรงผม รสนิยม อาหารการกิน หรือแม้กระทั้ง วิธีการดำเนินชีวิต จึงเป็นที่น่าเศร้าว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องยอมละทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบ สิ่งที่ถนัด หรือแม้แต่ความฝันเพื่อที่จะได้ไม่แปลกแยกหรือผิดแผกในสายตาของผู้อื่น
หากหนังสือให้กำลังใจทั้งหลายแหล่จะบอกว่า
"คนเรามีสามสิบสองเหมือนคนอื่นๆ เขาทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้"
ผมขอลองสวนว่า
"มีใครบ้างที่เหมือนกัน 100% ในโลกนี้"
ขนาดฝาแฝดยังคิดไม่เหมือนกันเลยแม้ว่าหน้าตาจะเหมือนกัน
คนเราทุกคนในโลกล้วนแตกต่างกันทั้ง เพศ รูปร่าง หน้าตา สีผิว ทรงผม เสียง จนไปถึง แวดล้อมที่เติบโตมานั่นจึงทำให้คนเราได้รู้จักกันในรูปแบบต่างๆ
เพราะต่างเพศกันจึงได้เกิด ความรัก
เพราะความคิดต่างกันจึงได้เกิด การพูดคุย
เพราะประสปการณ์ต่างกันจึงเกิด การสอน และการเรียนรู้
เพราะทุกคนในโลกนี้แตกต่างกันเราจึงได้ "รู้จัก" และ "เข้าใจ" ผู้อื่น
เพราะสิ่งที่อยู่ระหว่าความแตกต่างนั้นก็คือ "ช่องว่าง" ที่เราสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ระหว่าง "เรา" กับ "ผู้อื่น" มันจะใหญ่แค่ใหนก็ขึ้นอยู่กับ ตัวเรา และผู้อื่น(เล็กน้อย)
รอบๆตัวเราจึงมี "ช่องว่าง" อยู่เต็มไปหมดระหว่างเรากับผู้คน เป็นช่องที่รอให้เราเลือกที่จะใส่ "ความสัมพันธ์" ลงไปตามแต่เราต้องการ
ดังนั้นการที่เราพยายามที่จะลบความแตกต่างระหว่างเรากับผู้อื่นจึงไม่ต่างกับการที่เราได้ลดช่องว่างที่อยู่ระหว่าง"จินตนาการ"กับ"จิตสำนึก"ของเราเอง หาใช่เป็นการลดช่องว่างระหว่างเรากับผู้อื่นไม่
ถามว่าอะไรอยู่ระหว่างที่ตรงนั้น?
ความฝันมิใช่หรือ?
ความฝันนั้นคือสิ่งเดียวที่เราจะถมไปได้ระหว่าง "จินตนาการ" กับ "จิตสำนึก"
"จินตนาการ"ออกแบบความฝัน
"จิตสำนึก"ทำให้มันเป็นรูปร่าง
แต่ทำไมเมื่อเราโตขึ้นๆ"จิตสำนึก" นั้นจึงกลายเป็นการ "ตีกรอบ" ของ "จินตนาการ" โดยไม่รู้ตัว
ทำให้หลายๆคนล้มเลิกที่จะฝันและล้มเลิกที่จะทำตามฝัน
ทั้งๆที่พวกเขาก็มีทุนที่มหาสารที่เรียกว่า "ความแตกต่าง" อยู่ในตัวกันทุกคน
เพราะไม่เหมือนเขา เราจึงมีโอกาสที่จะ "พยายาม" และ "เรียนรู้"
ซึ่งคนที่เอาแต่"ไล่ตาม"และ"เลียนแบบ"ผู้อื่นไม่มีวันที่จะมองเห็นทุนเหล่านี้และนำมาใช้ให้ไปถึงฝัน
เพราะพวกเขาลืมความรักที่สำคัญไปอย่างหนึ่งนั่นก็คือ
"การรักตัวเอง" หรือ "ฉันทะ"ในสิ่งที่ตนเป็น
หากเรารักและพอใจที่ตัวเองเป็นเราก็ย่อมเห็นว่าเราสามารถทำและเรียนรู้อะไรได้
แม้มันจะพลาดไปบ้างแต่ทุกครั้งที่เราพลาดเราย่อมเห็นความแตกต่างใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายผ่านทางช่องว่างที่เรียกว่า
"ความเป็นไปได้"
ดังนั้นจึงไม่มีคำว่า"ทางตัน"สำหรับคนที่รู้จักใช้โอกาสจาก"ความแตกต่าง" เพราะโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ประกบกันสนิทมันย่อมเกิด"ช่องว่าง"ให้เราได้ใส "ความพยายาม" อยู่เสมอ
และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการไปถึงฝันก็คือการที่เราได้รู้ว่ามันมีความแตกต่างระหว่าง
"การเริ่มก้าว" กับการ "อยู่กับที่"
เพราะที่ว่างระหว่างสองสิ่งนั้นมันมีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่เรา ได้พยายามเพื่อสิ่งที่เราฝันอยู่นั่นเอง
me\ซ้อมสวนสนาม อ่านหนังสือสอบ ว้ากกกกกก!!!!
#1 By all4teen on 2008-11-28 15:39