ตุ่นทะเลสัญจร#5 หลงทางเก้าวัด
posted on 20 Dec 2008 22:14 by cyclonado in Travel
ในที่สุดตุ่นทะเลสัญจร 5 ก็ถือกำเนิด!!!
อันที่จริงตุ่นทะเลสัญจรภาคนี้ต้องไปจัดที่อยุธยาในงานแสงสีมรดกโลกที่จะหมดลงในวันที่ 21 นี้ แต่ผมดันมีงานเข้ากระทันหันเลยทำให้ไปไม่ได้ทำให้ต้องมาจัดที่กรุงเทพฯแทน
แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตุ่นทะเลสัญจรครั้งนี้มีบุญมาฝากทุกๆท่านที่ผ่านมาที่ร้านนี้ด้วย!!!
ว่าแล้วก็ไปกันเลยดีกว่าครับ!
เรื่องเริ่มต้นจากบทสนทนายามเช้า
วันนี้ผมตื่นเวลาหกโมงเช้าด้วยความเป็นคนไม่ชอบตื่นสายแต่ลุกขึ้นจากเตียงตอนเจ็ดโมง
เวลาครอบครัวยามเช้าผ่านไปด้วยการทำอาหารเช้ากับแม่ ซึ่งวันนี้ผมทำเป็นขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง
เมื่ออาหารเรียงรายวางอยู่บนโต๊ะพร้อมแล้ว เป็นเวลาแปดโมงครึ่ง ซึ่งผมแต่งตัวเสร็จพอดีและเตรียมที่จะออกไปเที่ยวถ่ายรูปแม้ว่าจะยังไม่รู้ก็ตามว่าจะไปที่ใหน รู้แต่ว่า
"ไปที่ท่าเรือก่อนแล้วค่อยคิด"
แต่ผมก็ต้องออกจากบ้านช้าไปอีกกว่าชั่วโมงเพราะผมพึ่งนึกได้ว่าผมลืมหุงข้าว
แต่เพราะการที่ผมออกจากบ้านช้ากว่ากำหนดนั่นเองทำให้ผมได้คุยกับน้าผมที่พึ่งตื่นขึ้นมา
น้า: จะไปใหนล่ะวันนี้
ผม: ไม่รุ ไปที่ท่าก่อนแล้วค่อยคิด
น้า: ไปที่วังหลังดิ ชอบถ่ายรูปบ้านกับตึกเก่าๆไม่ใช่เหรอ
หลังจากทานข้าวเสร็จผมจึงมุ่งหน้าไปยังท่าเกียกกายพร้อมกับไอ้ปุ๊ก
(หากสงสัยว่าไอ้ปุ๊กคือใครจะมีเอนทรีแนะนำตัวในภายหลัง)
และการเดินทางของวันนี้ก็เริ่มต้น....
ชีวิตกับสายน้ำ
บรรตาอาแป๊ะ อาแป่ะ ต่างๆต่างพากันมานั่งตกปลาริมโป๊ะที่ท่าเกียกกาย
ผมกับปุ๊กนั่งรอเล่นว่างๆดูกลุ่มอาแป๊ะนี้ตกปลาไปเพลินๆ ผมคิดว่าคนพวกนี้ไม่รู้ว่าเจนประสปการณ์หรืออะไรขนาดเรือมาเทียบโป๊ะตรงหน้าตัวเอง จะมีอาการโคลงเคลงเป็นอย่างมาก แต่คนพวกนี้ก็นั่งนิ่งตกปลาต่อไปประมาณว่า "มึงมาก็เรื่องของมึง รีปไปได้แล้วปลาหนีหมด!"
ประมาณนั้นผมก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าใหร่หรอกกับการที่โป๊ะโคลงแล้วคนเรายังนิ่งได้เพราะผมก็นิ่งได้
"แต่ที่ผมประหลาดใจสุดๆก็คือบางคนสายเป็ดเขาไปอยู่ใต้ท้องเรือแล้วยังไม่เอาขึ้นเลยนี่สิ!!!
"
นั่นทำให้ผมไม่รู้ว่าเขามานั่งตกปลาหรือทำอะไรกันแน่ซะแล้ว
เมือเรือธงสีเหลืองแล่นมาผมกับปุ๊กก็ขึ้นไปบนเรือเพื่อมุ่งหน้าไปสู่วังหลังหรือท่าศิริราษ เพื่อเริ่มต้นการเดินทาง...
ซึ่งระหว่างทางก็มีบรรยากาศของวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับสายน้ำของคนไทยให้เห็นตลอดสองข้างทาง
บรรยากาศอิ่มบุญยามเช้าที่วัดระฆัง

ไหว้พระประทานที่วันกัลยาณ์มิตร


มุมจากชุมชนเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ
"ประวัติศาสตร์หน้าใหมของคนมีสี คือการรื้อสถานโบราณวัตถุ ชุมชนดั้งเดิม"
"ชุมชนวัดกัลยาณ์ถูกไล่ที่ รัฐไม่เคยเหลียวแลแก้ไขจริงจัง"
ผมเป็นคนนึงที่เวลาไปเที่ยวจะชอบการเดินดูชุมชนเก่าๆ หรือไม่ก็ดูสิ่งที่เป็นธรรมชาติแท้ๆของที่หรือชุมชนแห่งนั้น อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งผมเคยโตมากับบ้านไม้เก่าๆแบบจีนที่กบินทร์บุรี
ไม่ว่าผมจะกลับไปครั้งใดผมก็รู้สึกดีที่ได้ไปเยี่ยมเยียนบ้านหลังนั้น แม้จะไม่มีอะไรเลยที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกได้เท่าใดนัก แต่ผมก็รู้สึกดีที่ได้อยู่กับสิ่งที่เรียบๆง่ายๆในบ้านหลังนั้น
เช่นกันกับการเดินดูและถ่ายรูปบ้านชุมชนเก่าๆ ผมชอบที่ได้เห็นผู้คนมีความสุขกับสิ่งที่คนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่เล็กๆน้อยๆ แต่แท้จริงแล้วมันก็คือสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า"บ้าน"และอยู่กับมันอย่างมีความสุขไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
บทความข้างต้นคือปัญหาที่ชาวชุมชนวัดกัลยาณ์กำลังประสบอยู่แม้ว่าผมอาจจะทำได้เพียงแค่กระจายบอกให้ผู้คนที่ผ่านมาที่นี่ได้รู้ แต่ผมก็เชื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง
"ไม่มีใครชอบใจที่ต้องจากจากสิ่งที่ตนเองเรียกว่าบ้าน แต่ในขณะนี้ผู้คนที่นี่กำลังจะถูกไล่เพราะความเห็นแก่ตัวของใครบางคน!!!"
สะพานเลียดแม่น้ำเจ้าพระยาของชุมชนที่มีบรรยากาศสบายๆ
ไหว้เจ้าแม่กวนอิม
ไม่ว่าศาสนาใหนก็มุ่งเน้นสูความสงบสุข
สิ่งเล็กๆที่สื่อถึงพลัง
จุดเริ่มต้นของการเดินทางเก้าวัด
ผมกำลังหลงทาง!!!
หลังจากเดินทะลุชุมชนเก่าและโรงเรียนหลังวัดกัลยาณ์มิตรมาแล้ว ผมกับปุ๊กกำลังยืนงงๆกันอยู่ข้างถนนใหญ่ของฝั่งธนฯไม่รู้ว่าจะไปใหนต่อดี ผมกับปุ๊กตัดสินใจเดินไปร่วมหลายกิโลเพื่อที่จะหาจุดมุ่งหมายต่อไป ซึ่งผมเห็นเจดีย์องค์ใหญ่ๆที่อยู่ไกลลิบๆเลยถือเอาเป็นจุดมุ่งหมาย
แม้ว่าจะพักเหนื่อยมาจากร้านกาแฟบรรยากาศน่ารักๆที่ชื่อ Caf'e a La Mode)มาบ้างแล้วแต่ผมก็กำลังรู้สึกแปลกๆอยู่ดีกับการเดินทางโดยไร้จุดหมายปลายทางและผมก็คิดอะไรขึ้นมาแปลกๆในหัวได้ว่า
"ทำบุญเก้าวัดมันมีอะไรดีนะ?"
"กริ๊งงงงง!!!"
"พี่_คะสวัสดีค่ะ ^ ^"
น้องสาวผู้น่ารักของผมโทรมาสวัดดียามเที่ยง ไม่ทราบเหมือนกันว่าพึ่งตื่นนอนหรือเปล่า แต่บทสนทนาก็ทำให้ผมผ่อนคลายจากสัมภาระที่เป็นอุปกรณ์กล้อง ซึ่งหนักพอๆกับ M16 ได้บ้าง
และผมกับปุ๊กก็เดินต่อไปจนมาถึงวัดที่มีชื่อว่า
"วัดพิชยาติการามวรวิหาร"
ทันทีที่ผมเดินเข้ามาในวัดนี้ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันสงบและเย็นแปลกๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมเหน็ดเหนื่อยมากับการเดินมามากแล้วก็เป็นได้
ผมมุ่งหน้าเดินไปที่องค์พระประทานของวัดนี้เพื่อกราบไหว้ โดยยังมีคำถามค้างคาอยู่ในใจว่า
"ไหว้พระเก้าวัดแล้วมันได้อะไรนะทั้งๆที่จะกี่วัดก็น่าจะเหมือนกันแท้ๆ"
ข้างๆที่ๆผมนั่งลงกราบพระประทานมีแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังไหว้พระประทานอยู่ และจู่ลูกเขาก็พูดขึ้นมาว่า
"แม่ยังจะไหว้อีกเหรอ?" เป็นคำพูดตามประสาเด็กที่เบื่อง่าย ถ้าผมเป็นเจ้าหนูคนนี้ก็คงพูดเช่นนี้เช่นกัน
และแม่ของเด็กคนนี้ก็ตอบว่า
"ตั้งจิตอธิฐานสิลูก"
เหมือนคำพูดนั้นส่งมาถึงผมอย่างไรอย่างนั้น
การเดินทางเพื่อไปทำบุญตามวัดนั้นย่อมสำคัญที่จิตศรัทธา แม้ว่าเส้นทางจะไกลสักเท่าใดแต่ถ้าหากมีศรัทธาด้วยใจที่สะอาด ก็ย่อมเกิดเป็นกุศลแก่คนผู้นั้น เช่นเดียวกันกับผมที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยถ้าผมยังมีใจที่สงบที่จะพยายามไปทำบุญสร้างกุศลไม่ว่าเส้นทางแต่ละวัดจะไกลกันสักแค่ใหน อย่างน้อยผมก็ได้ความสงบในใจของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
สมัยนี้นั้นการเดินทางช่างแสนง่ายดายบางทีอาจจะง่ายดายจนทำให้คนเมืองหลายๆคนที่เคยชินกับความสะดวกสบายลืมสิ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณไปเลยก็เป็นได้ ลืมแม้กระทั้งว่ายังมีบางสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะก่อน ถึงจะได้เห็นคุณค่าของมันอยู่
หลังจากไหว้พระประทานเสร็จผมก็บอกกับตนเองว่า
"ใหนๆก็ไหว้มาสามวัดแล้วไม่เอาให้ครบเก้าวัดไปเลยล่ะ"
(*ร้านกาแฟบรรยากาศน่ารักๆสบายๆที่ชื่อว่า Caf'e a La Mode นั้นเดินออกมาจากวัดพิชยาติการามวรวิหาร มาทางหอนาฬิกาให้เลี้ยวซ้ายและเดินตรงไปราวสี่ร้อยเมตรก็จะเจอ)
พระบรมสารีริกฐาตุและพระมหาเจดีย์
ไปต่อที่วัดอรุณฯ
ข้ามฟากกลับไปที่ผั่งพระนครฯ
ไอ้ปุ๊กกับบรรยากาศสบายๆ
วัดโพธิ์
หลังจากไหว้พระแก้วมรกตก็มาพักกันที่ aubonpain
(เดินมาตั้งแต่วัดโพธ์มีแต่คนนึกว่าผมเป็นคนต่างชาติเช่นเดียวกับพนักงานร้านนี้
แต่แอบดีใจนิดๆที่มีคนบอกว่าหน้าเหมือนคนฮ่องกง
)
ภาพสุดท้ายที่ไม่อยากถ่าย
หลังจากไหว้พระที่วัดบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ลืมชื่อ)เรียบร้อย ก็เหลืออีกสองวัดก็จะเป็นเก้าวัดพอดี ซึ่งผมกะว่าจะไปทำบุญที่สองวัดใกล้ๆบ้านเอา
ผมเดินมาจนถึงท่าพระจันทร์ แวะซื้อหนังสือที่ร้านนายอินทร์เล็กน้อยก่อนที่จะกลับบ้าน และเดินมาที่ท่าเรือข้ามฟากเพื่อที่จะนั่งเรือด่วนกลับบ้านที่อีกฝั่ง ผมก็พบกับบรรยากาศยามเย็นแสงอ่อนๆกำลังดีที่ท่าเรือฝั่งท่าพระจันทร์นี้ ซึ่งก็สวยงามมากเลยทีเดียว
แต่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปแบบนี้เท่าใดนักเพราะว่าไม่ว่าจะถ่ายอย่างไร หรือมุมใหนมันก็ไม่สามารถสื่อความรู้สึกในที่แห่งนั้นออกมาได้อยู่ดีเพราะสิ่งที่สวยงามในขณะนั้นไม่ได้มีแค่มุมที่อยู่ในแฟรมแคบๆของกล้องถ่ายรูปเท่านั้น แต่มันคือบรรยากาศรอบตัวเราสามร้อยหกสิบองศาทั้งหมด
แสงแดงๆอมส้มที่สะท้อนพื้นน้ำเป็นสีทองระยิบๆ...
ผู้คนที่เดินกันให้ขวักใขว่...
กลุ่มคนนั่งสบายๆที่ร้านอาหารริมน้ำ...
นักเรียนนักศึกษากำลังจับกลุ่มเดินกันมาพร้อมกับรอยยิ้ม...
แม่ค้าแม่ขายขายของด้วยความขยันขันแข็ง...
ทั้งหมดคือองค์ประกอบที่ทำให้เวลาช่วงย่างอัสดงของที่แห่งนี้ดูสวยงามหากจะใช้รูปภาพบรรยายคงไม่สามารถบรรยายให้ทุกๆท่านเข้าใจได้ด้วยรูปๆเดียว
ดังนั้นทุกครั้งที่ผมเห็นบรรยากาศแบบนี้ผมจึงเลือกที่จะ"เก็บ"มันไว้นในความทรงจำของผมมากกว่ากล้องถ่ายรูป แม้ว่าสักวันก็ต้องลืมมันไป แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่มีท้องฟ้าใหนที่จะเหมือนกันได้ทุกวันแต่มันก็สวยงามทุกวัน
แม้ว่าองค์ประกอบของมันจะเปลี่ยนไปตามที่และเวลาที่ได้พบเจอ แต่ท้องฟ้าก็ทำให้ผมยิ้มได้ทุกเวลา ^ ^
นี่เป็นการเดินทางที่เริ่มต้นจากบทสนทนายามเช้า และจบลงด้วยความสุขที่เกิดจากการหลงทางจนได้ทำบุญครบเก้าวัด หวังว่าทุกๆท่านที่แะผ่านมาที่นี้คงจะได้รับความสุขไม่มากก็น้อยนะครับ
"บุญรักษาครับ"
me\เตรียมการเที่ยวปีใหม่!!!

เป็นการหลงทางที่น่ายินดีที่สุดล่ะ
#1 By ลูกคนโตเอง on 2008-12-21 20:07