ในที่สุดตุ่นทะเลสัญจร 5 ก็ถือกำเนิด!!!

 

 

 อันที่จริงตุ่นทะเลสัญจรภาคนี้ต้องไปจัดที่อยุธยาในงานแสงสีมรดกโลกที่จะหมดลงในวันที่ 21 นี้ แต่ผมดันมีงานเข้ากระทันหันเลยทำให้ไปไม่ได้ทำให้ต้องมาจัดที่กรุงเทพฯแทน

 

 

แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตุ่นทะเลสัญจรครั้งนี้มีบุญมาฝากทุกๆท่านที่ผ่านมาที่ร้านนี้ด้วย!!!

 ว่าแล้วก็ไปกันเลยดีกว่าครับ! 

 

 

 

 

เรื่องเริ่มต้นจากบทสนทนายามเช้า


วันนี้ผมตื่นเวลาหกโมงเช้าด้วยความเป็นคนไม่ชอบตื่นสายแต่ลุกขึ้นจากเตียงตอนเจ็ดโมง

 

เวลาครอบครัวยามเช้าผ่านไปด้วยการทำอาหารเช้ากับแม่ ซึ่งวันนี้ผมทำเป็นขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง

เมื่ออาหารเรียงรายวางอยู่บนโต๊ะพร้อมแล้ว เป็นเวลาแปดโมงครึ่ง ซึ่งผมแต่งตัวเสร็จพอดีและเตรียมที่จะออกไปเที่ยวถ่ายรูปแม้ว่าจะยังไม่รู้ก็ตามว่าจะไปที่ใหน รู้แต่ว่า

 

"ไปที่ท่าเรือก่อนแล้วค่อยคิด"

 

แต่ผมก็ต้องออกจากบ้านช้าไปอีกกว่าชั่วโมงเพราะผมพึ่งนึกได้ว่าผมลืมหุงข้าว

แต่เพราะการที่ผมออกจากบ้านช้ากว่ากำหนดนั่นเองทำให้ผมได้คุยกับน้าผมที่พึ่งตื่นขึ้นมา

น้า: จะไปใหนล่ะวันนี้

ผม: ไม่รุ ไปที่ท่าก่อนแล้วค่อยคิด

น้า:  ไปที่วังหลังดิ ชอบถ่ายรูปบ้านกับตึกเก่าๆไม่ใช่เหรอ

 

หลังจากทานข้าวเสร็จผมจึงมุ่งหน้าไปยังท่าเกียกกายพร้อมกับไอ้ปุ๊ก

(หากสงสัยว่าไอ้ปุ๊กคือใครจะมีเอนทรีแนะนำตัวในภายหลัง)

และการเดินทางของวันนี้ก็เริ่มต้น....

 

 

 

ชีวิตกับสายน้ำ

บรรตาอาแป๊ะ อาแป่ะ ต่างๆต่างพากันมานั่งตกปลาริมโป๊ะที่ท่าเกียกกาย

 

ผมกับปุ๊กนั่งรอเล่นว่างๆดูกลุ่มอาแป๊ะนี้ตกปลาไปเพลินๆ ผมคิดว่าคนพวกนี้ไม่รู้ว่าเจนประสปการณ์หรืออะไรขนาดเรือมาเทียบโป๊ะตรงหน้าตัวเอง จะมีอาการโคลงเคลงเป็นอย่างมาก แต่คนพวกนี้ก็นั่งนิ่งตกปลาต่อไปประมาณว่า "มึงมาก็เรื่องของมึง รีปไปได้แล้วปลาหนีหมด!"

 

ประมาณนั้นผมก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าใหร่หรอกกับการที่โป๊ะโคลงแล้วคนเรายังนิ่งได้เพราะผมก็นิ่งได้

"แต่ที่ผมประหลาดใจสุดๆก็คือบางคนสายเป็ดเขาไปอยู่ใต้ท้องเรือแล้วยังไม่เอาขึ้นเลยนี่สิ!!!"

นั่นทำให้ผมไม่รู้ว่าเขามานั่งตกปลาหรือทำอะไรกันแน่ซะแล้ว

 

 

เมือเรือธงสีเหลืองแล่นมาผมกับปุ๊กก็ขึ้นไปบนเรือเพื่อมุ่งหน้าไปสู่วังหลังหรือท่าศิริราษ เพื่อเริ่มต้นการเดินทาง...

ซึ่งระหว่างทางก็มีบรรยากาศของวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับสายน้ำของคนไทยให้เห็นตลอดสองข้างทาง

 

 

 

 

บรรยากาศอิ่มบุญยามเช้าที่วัดระฆัง

 

 

 

 

 

 

 











ไหว้พระประทานที่วันกัลยาณ์มิตร
















มุมจากชุมชนเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ

 

 

"ประวัติศาสตร์หน้าใหมของคนมีสี คือการรื้อสถานโบราณวัตถุ ชุมชนดั้งเดิม"

"ชุมชนวัดกัลยาณ์ถูกไล่ที่ รัฐไม่เคยเหลียวแลแก้ไขจริงจัง"

 

 ผมเป็นคนนึงที่เวลาไปเที่ยวจะชอบการเดินดูชุมชนเก่าๆ หรือไม่ก็ดูสิ่งที่เป็นธรรมชาติแท้ๆของที่หรือชุมชนแห่งนั้น อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งผมเคยโตมากับบ้านไม้เก่าๆแบบจีนที่กบินทร์บุรี

 

ไม่ว่าผมจะกลับไปครั้งใดผมก็รู้สึกดีที่ได้ไปเยี่ยมเยียนบ้านหลังนั้น แม้จะไม่มีอะไรเลยที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกได้เท่าใดนัก แต่ผมก็รู้สึกดีที่ได้อยู่กับสิ่งที่เรียบๆง่ายๆในบ้านหลังนั้น

 

เช่นกันกับการเดินดูและถ่ายรูปบ้านชุมชนเก่าๆ ผมชอบที่ได้เห็นผู้คนมีความสุขกับสิ่งที่คนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่เล็กๆน้อยๆ แต่แท้จริงแล้วมันก็คือสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า"บ้าน"และอยู่กับมันอย่างมีความสุขไม่ว่าจะเป็นอย่างไร

 

บทความข้างต้นคือปัญหาที่ชาวชุมชนวัดกัลยาณ์กำลังประสบอยู่แม้ว่าผมอาจจะทำได้เพียงแค่กระจายบอกให้ผู้คนที่ผ่านมาที่นี่ได้รู้ แต่ผมก็เชื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

 

"ไม่มีใครชอบใจที่ต้องจากจากสิ่งที่ตนเองเรียกว่าบ้าน แต่ในขณะนี้ผู้คนที่นี่กำลังจะถูกไล่เพราะความเห็นแก่ตัวของใครบางคน!!!"

 

 

 

 

 

สะพานเลียดแม่น้ำเจ้าพระยาของชุมชนที่มีบรรยากาศสบายๆ

 

 

ไหว้เจ้าแม่กวนอิม

 

 

ไม่ว่าศาสนาใหนก็มุ่งเน้นสูความสงบสุข

 

 

 

 

 

สิ่งเล็กๆที่สื่อถึงพลัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จุดเริ่มต้นของการเดินทางเก้าวัด

 

 

ผมกำลังหลงทาง!!!

 

หลังจากเดินทะลุชุมชนเก่าและโรงเรียนหลังวัดกัลยาณ์มิตรมาแล้ว ผมกับปุ๊กกำลังยืนงงๆกันอยู่ข้างถนนใหญ่ของฝั่งธนฯไม่รู้ว่าจะไปใหนต่อดี ผมกับปุ๊กตัดสินใจเดินไปร่วมหลายกิโลเพื่อที่จะหาจุดมุ่งหมายต่อไป ซึ่งผมเห็นเจดีย์องค์ใหญ่ๆที่อยู่ไกลลิบๆเลยถือเอาเป็นจุดมุ่งหมาย

 

แม้ว่าจะพักเหนื่อยมาจากร้านกาแฟบรรยากาศน่ารักๆที่ชื่อ Caf'e a La Mode)มาบ้างแล้วแต่ผมก็กำลังรู้สึกแปลกๆอยู่ดีกับการเดินทางโดยไร้จุดหมายปลายทางและผมก็คิดอะไรขึ้นมาแปลกๆในหัวได้ว่า

 

"ทำบุญเก้าวัดมันมีอะไรดีนะ?"

 

"กริ๊งงงงง!!!"

"พี่_คะสวัสดีค่ะ ^ ^"

น้องสาวผู้น่ารักของผมโทรมาสวัดดียามเที่ยง ไม่ทราบเหมือนกันว่าพึ่งตื่นนอนหรือเปล่า แต่บทสนทนาก็ทำให้ผมผ่อนคลายจากสัมภาระที่เป็นอุปกรณ์กล้อง ซึ่งหนักพอๆกับ M16 ได้บ้าง

 

 

 

และผมกับปุ๊กก็เดินต่อไปจนมาถึงวัดที่มีชื่อว่า

"วัดพิชยาติการามวรวิหาร"

 

ทันทีที่ผมเดินเข้ามาในวัดนี้ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันสงบและเย็นแปลกๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมเหน็ดเหนื่อยมากับการเดินมามากแล้วก็เป็นได้

 

ผมมุ่งหน้าเดินไปที่องค์พระประทานของวัดนี้เพื่อกราบไหว้ โดยยังมีคำถามค้างคาอยู่ในใจว่า

 

"ไหว้พระเก้าวัดแล้วมันได้อะไรนะทั้งๆที่จะกี่วัดก็น่าจะเหมือนกันแท้ๆ"

 

ข้างๆที่ๆผมนั่งลงกราบพระประทานมีแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังไหว้พระประทานอยู่ และจู่ลูกเขาก็พูดขึ้นมาว่า

"แม่ยังจะไหว้อีกเหรอ?" เป็นคำพูดตามประสาเด็กที่เบื่อง่าย ถ้าผมเป็นเจ้าหนูคนนี้ก็คงพูดเช่นนี้เช่นกัน

 

และแม่ของเด็กคนนี้ก็ตอบว่า

 

"ตั้งจิตอธิฐานสิลูก"

เหมือนคำพูดนั้นส่งมาถึงผมอย่างไรอย่างนั้น

 

การเดินทางเพื่อไปทำบุญตามวัดนั้นย่อมสำคัญที่จิตศรัทธา แม้ว่าเส้นทางจะไกลสักเท่าใดแต่ถ้าหากมีศรัทธาด้วยใจที่สะอาด ก็ย่อมเกิดเป็นกุศลแก่คนผู้นั้น เช่นเดียวกันกับผมที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยถ้าผมยังมีใจที่สงบที่จะพยายามไปทำบุญสร้างกุศลไม่ว่าเส้นทางแต่ละวัดจะไกลกันสักแค่ใหน อย่างน้อยผมก็ได้ความสงบในใจของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

 

สมัยนี้นั้นการเดินทางช่างแสนง่ายดายบางทีอาจจะง่ายดายจนทำให้คนเมืองหลายๆคนที่เคยชินกับความสะดวกสบายลืมสิ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณไปเลยก็เป็นได้ ลืมแม้กระทั้งว่ายังมีบางสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะก่อน ถึงจะได้เห็นคุณค่าของมันอยู่

 

หลังจากไหว้พระประทานเสร็จผมก็บอกกับตนเองว่า

"ใหนๆก็ไหว้มาสามวัดแล้วไม่เอาให้ครบเก้าวัดไปเลยล่ะ"

 

 

(*ร้านกาแฟบรรยากาศน่ารักๆสบายๆที่ชื่อว่า Caf'e a La Mode นั้นเดินออกมาจากวัดพิชยาติการามวรวิหาร มาทางหอนาฬิกาให้เลี้ยวซ้ายและเดินตรงไปราวสี่ร้อยเมตรก็จะเจอ)

 

 

พระบรมสารีริกฐาตุและพระมหาเจดีย์

 

 

 

 

 

 

 

 

ไปต่อที่วัดอรุณฯ

 

 

ข้ามฟากกลับไปที่ผั่งพระนครฯ

 

 

ไอ้ปุ๊กกับบรรยากาศสบายๆ

 

 

วัดโพธิ์

 

 

 

หลังจากไหว้พระแก้วมรกตก็มาพักกันที่ aubonpain

(เดินมาตั้งแต่วัดโพธ์มีแต่คนนึกว่าผมเป็นคนต่างชาติเช่นเดียวกับพนักงานร้านนี้

แต่แอบดีใจนิดๆที่มีคนบอกว่าหน้าเหมือนคนฮ่องกง)

 

 

 

 

ภาพสุดท้ายที่ไม่อยากถ่าย

 

หลังจากไหว้พระที่วัดบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ลืมชื่อ)เรียบร้อย ก็เหลืออีกสองวัดก็จะเป็นเก้าวัดพอดี ซึ่งผมกะว่าจะไปทำบุญที่สองวัดใกล้ๆบ้านเอา

 

ผมเดินมาจนถึงท่าพระจันทร์ แวะซื้อหนังสือที่ร้านนายอินทร์เล็กน้อยก่อนที่จะกลับบ้าน และเดินมาที่ท่าเรือข้ามฟากเพื่อที่จะนั่งเรือด่วนกลับบ้านที่อีกฝั่ง ผมก็พบกับบรรยากาศยามเย็นแสงอ่อนๆกำลังดีที่ท่าเรือฝั่งท่าพระจันทร์นี้ ซึ่งก็สวยงามมากเลยทีเดียว

 

แต่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปแบบนี้เท่าใดนักเพราะว่าไม่ว่าจะถ่ายอย่างไร หรือมุมใหนมันก็ไม่สามารถสื่อความรู้สึกในที่แห่งนั้นออกมาได้อยู่ดีเพราะสิ่งที่สวยงามในขณะนั้นไม่ได้มีแค่มุมที่อยู่ในแฟรมแคบๆของกล้องถ่ายรูปเท่านั้น แต่มันคือบรรยากาศรอบตัวเราสามร้อยหกสิบองศาทั้งหมด

 

แสงแดงๆอมส้มที่สะท้อนพื้นน้ำเป็นสีทองระยิบๆ...

ผู้คนที่เดินกันให้ขวักใขว่...

กลุ่มคนนั่งสบายๆที่ร้านอาหารริมน้ำ...

นักเรียนนักศึกษากำลังจับกลุ่มเดินกันมาพร้อมกับรอยยิ้ม...

แม่ค้าแม่ขายขายของด้วยความขยันขันแข็ง...

 

ทั้งหมดคือองค์ประกอบที่ทำให้เวลาช่วงย่างอัสดงของที่แห่งนี้ดูสวยงามหากจะใช้รูปภาพบรรยายคงไม่สามารถบรรยายให้ทุกๆท่านเข้าใจได้ด้วยรูปๆเดียว

 

ดังนั้นทุกครั้งที่ผมเห็นบรรยากาศแบบนี้ผมจึงเลือกที่จะ"เก็บ"มันไว้นในความทรงจำของผมมากกว่ากล้องถ่ายรูป แม้ว่าสักวันก็ต้องลืมมันไป แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่มีท้องฟ้าใหนที่จะเหมือนกันได้ทุกวันแต่มันก็สวยงามทุกวัน

 

แม้ว่าองค์ประกอบของมันจะเปลี่ยนไปตามที่และเวลาที่ได้พบเจอ แต่ท้องฟ้าก็ทำให้ผมยิ้มได้ทุกเวลา ^ ^

 

 

นี่เป็นการเดินทางที่เริ่มต้นจากบทสนทนายามเช้า และจบลงด้วยความสุขที่เกิดจากการหลงทางจนได้ทำบุญครบเก้าวัด หวังว่าทุกๆท่านที่แะผ่านมาที่นี้คงจะได้รับความสุขไม่มากก็น้อยนะครับ

 

"บุญรักษาครับ"

 

 

 

me\เตรียมการเที่ยวปีใหม่!!!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot!
เป็นการหลงทางที่น่ายินดีที่สุดล่ะ

#1 By ลูกคนโตเอง on 2008-12-21 20:07

ไว้พิจารณาตอนเที่ยวปีให่นะครับ
เขียนได้ดีมากเลยครับ อ่านแล้วสบายใจHot!

#3 By Media Eater on 2008-12-24 02:57

รู้สึกอิ่มบุญไปด้วยค่ะ..
และภาพก็สวยมาก

คำถามค่ะ อยากถ่ายภาพให้ได้อย่างภาพวัดอรุณ
ต้องวางกล้องยังไงคะ

embarrassed

#4 By MomMom on 2008-12-25 00:22

ถ้าคุณตุ่นมีโอกาสพาเจ้าปุ๊กมาเที่ยวทีวัดกัลยาณ์ก่อนปี 2546 คุณตุ่นจะชอบและชื่นชมบรรยากาศ,วิถีชีวิตของชุมชนวัดกัลยาณ์มากกว่า

#5 By ครูชานเมือง (61.90.83.13) on 2009-06-08 19:00