บันทึกคนเหงาที่อัมพวา
posted on 08 Jan 2009 19:29 by cyclonado in Travel
สวัสดีปีใหม่คร้าบชาว Exteen ทุกท่าน!!!![]()
ต้อนรับปีใหม่นี้ด้วยตุ่นทะเลสัญจร#6กันเลย
แต่ก่อนอื่นผมเอาบรรยากาศของการ Count Down ที่เมืองโบราณมาฝากกันนะครับ!
มีพรมงคล9 แห่งจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองโบราณและก็บรรยากาศการนับถอยหลังสู่ปีใหม่พร้อมกับคอนเสิรต์ของ คุณ เจนิเฟอร์ คิมป์ และคุณโก้ Mr. Sax man มาฝากทุกๆท่าน
พร้อมแล้วก็กดรูปล่างเลยนะครับ!!!
(แอบบ่นนิด...คือว่าบรรยากาศคอนเสิรต์มันโรแมนติกมากเลย ไม่ว่าจะมองไปทางใหนก็มีแต่คนมาเป็น
แพคเกจคู่ขึ้นไป มีแต่ผมที่นั่งกินปลาหมึกปิ้งกะลีโอกระป๋องอยู่คนเดียว
)
เอาล่ะเมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ Count down กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มาล่องท่องไปในอัมพวากับตุ่นทะเลสัญจร#6กันเลยดีกว่าครับ!!!![]()
ตุ่นทะเลสัญจร #6 โดดเดี่ยวที่อัมพวา
"ผมไม่ได้พิสมัยการเดินทางคนเดียว
แต่ที่ต้องเดินทางคนเดียวก็เพราะ หาคนที่ร่วมเดินทางด้วยไม่ได้
ถ้าได้เจอกับคนที่ยังมีความสุขได้กับการเดินทางด้วยกัน
ยังไง 'สองเงาก็ดีกว่าเงาเดียว' "
(ทรงกลด บางยี่ขัน,สองเงาในเกาหลี)
ประโยคข้างต้นเป็นประโยคที่ทิ่มแทงอยู่ในใจผมมานานตั้งแต่ก่อนเดินทางในช่วงปีใหม่
ผมคิดว่าตัวเองจะต้องหาคำต้องหาคำตอบให้ได้จากการไปเดินทางในช่วงปีใหม่นี้
แต่แล้วผมก็ต้องเหงาอย่างโดดเดี่ยวที่เมืองโบราณในวัน Count down สู่ปี2009
ผมก็ไปเดินป่าอย่างเซ็งๆที่แก่งกระจาน
แต่ผมไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้พบกับคำตอบนี้ได้จากการลุ่มๆดอนไปอัมพวาในครั้งนี้
ทั้งๆที่มันเป็นที่เหมาะกับการไปกันเป็นคู่แต่ผมกลับไม่เหงาเลยสักนิด
เช้าวันใหม่เริ่มต้น...ผมกำลังจะไปที่ๆผมรู้แค่เพียงว่า
'มันมีตลาดน้ำและหิ่งห้อยตอนกลางคืน'

ร้านค้าแห่งความสุข
'กรุงเทพฯ เงียบเป็นเป่าสาก'
ไม่เพียงจะเป็นแค่ไม่กี่วันที่จะได้เห็นหน้าคนกรุงเทพฯแท้ๆในเมืองนี้แล้ว มันยังเป็นแค่ไม่กี่วันที่จะได้เห็นร้านรวงต่างๆปิดกันเป็นพรืด
ตอนนี้ผมกำลังเดินหนาวๆอยู่คนเดียวที่ย่านสะพานควาย ก่อนจะไปต่อรถไปอัมพวาที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ
แต่ที่ผมต้องการมากที่สุดในตอนนี้คงเป็นการ "หาข้าวเช้ากิน"
โชคดีที่ได้พบร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ในตรอกไม่ค่อยแคบตรอกหนึ่ง นามว่า "โกฮับลูกชิ้นหมู"
ทุกครั้งที่ผมเดินในย่านสะพานควายนี้ผมจำได้ว่าร้านๆนี้เป็นร้านที่ผมเลือกจะเดินผ่านทุกครั้ง
แต่ตอนนี้ร้านๆนี้เป็นร้านที่มอบความอิ่มอร่อยและความอบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวๆในย่านไร้ผู้คนเช่นนี้
สมกับเป็นร้านค้าแห่งความสุขจริงๆ
บริการ สคส.
หากว่าร้านอาหารที่เปิดขายในช่วงวันหยุดของกรุงเทพฯ คือร้านขายความสุข
ผมว่าคนวิ่งรถในช่วงหยุดยาวก็คือคนบริการส่งความสุขดีๆนี่เอง
เพราะนอกจากพวกเขาจะทำให้คนที่ต้องการจะกลับบ้านไปพบกับครอบครัวได้สมหวังแล้ว
พวกเขายังได้พาคนที่อยู่เหงาๆในกรุงเทพฯเช่นผมได้ไปเที่ยวอีก
หลังจากรอรถออกอยู่กว่าสองชั่วโมง
ในรถตอนนี้มีคู่รักอยู่หนึ่งคู่ กลุ่มสาวๆ(มั๊ง?)ห้าคน และกลุ่มชายสามหญิงหนึ่งอีกหนึ่งกลุ่ม
ทว่า...ผมเท่านั้นที่มาคนเดียว
ราตรีสวัสดิ์กรุงเทพฯ เมื่อตื่นมาอีกครั้งผมจะกล่าวอรุณสวัสดิ์กับ อำเภอ อัมพวา
อรุณสวัสดิ์อัมพวา!!!![]()
เริ่มต้นการเดินทางที่ดีก็ต้องเริ่มที่วัดกันเล้ย!!!![]()
วัดอัมพวันเจติยาราม
และต่อกันที่อุทยาน ร.๒
เอาล่ะมาที่ไฮไลท์ของที่นี่กันเลยดีกว่า
ตลาดน้ำอัมพวา!!!
![]()
ลอก? แรงบัลดาลใจ?
"จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ คือการรู้จักคิดให้แตกต่างจากคนอื่น
ประสปการณ์จะกล่อมเกลาให้ผลที่ตามมาดีขึ้น แต่ก็ยากที่จะหาความสมบูรณ์
เพราะเราจะพัฒนายังไงล่ะถ้าทุกอย่างสมบูรณ์?
ความผิดหวังคือบททดสอบที่หอมหวาน เราจะขอบคุณเมื่อมันเดินผ่านมา
'จงดูเขาเพื่อที่จะเป็นเรา'
เจ้าของประโยคนี้คือเจ้าของร้าน 'หมีเดินทาง'
จุดขายของร้านนี้ก็คือโปสต์การ์ดรูปตุ๊กตาหมีที่ถ่ายคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ที่เขากับ(น่าจะเป็น)แฟนไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา
รวมแล้วรูปทั้งหมดในร้านใช้เวลาถึงเก้าปีกว่าจะรวบรวมมาทำเป็นโปสต์การ์ดแบบนี้ได้
นอกจากจะมีโปสต์การ์ดน่ารักๆเช่นนี้แล้ว ยังมีเสื้อยืดแนวๆ
ที่สกรีนลายเท่ห์ อย่างลายบ้ายชี้ทางไปอัมพวาที่เห็นได้ตามท้องถนน
และลายอื่นๆน่ารักๆแนวๆอีกหลายลาย
แต่ที่ผมได้ยินได้ฟังและได้พบเห็นจากการเดินตลาดน้ำบริเวณนี้ก็คือ
ความภูมิใจที่พวกเขาได้คิดงานออริจินัลของตัวเองมานั้นกำลังโดน"ลอก"
ซึ่งเห็นได้ทั่วไปตามร้านขายของที่ระลึกอื่นๆ
และมันก็ดูออกง่ายมากเพราะงานเหล่านั้นขาดความ"สด" ในผลงานโดยสิ้นเชิงออกไปทางแนว"สิ้นคิด"เสียด้วยซ้ำ
ผมชอบคนที่มีแรงบัลดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีๆ
ผมจึงไมชอบใจเท่าไรที่เห็นการกระทำเช่นนี้ซึ่งเห็นได้ทั่วไปของทุกภูมิภาคของประเทศไทย
ผมจึงได้แต่มาป่าวประกาศให้ทุกท่านได้รับฟังและพิจารณา
และยังมีประโยคที่ต่อจากประโยคข้างต้นอยู่นะครับ
"แต่อย่า ลอก เพราะคุณกำลังดูถูกความสามารถของตัวเอง"
เอาล่ะ! มาต่อกันที่ส่วนอื่นของตลาดน้ำกันเลยดีกว่าครับ
สนทนา ค้างคืน
ความตั้งใจแรกของผมคือมาเดินดูตลาดน้ำแล้วก็กลับบ้านตอนเย็นๆ แต่พอผมมาหยุดที่ร้าน ย่าย้า กาแฟคลาสสิก เพราะหลงเสน่ห์ของการตกแต่งร้านของร้านนี้ ร้านเป็นร้านที่ตั้งอยู่ในตรอกแคบๆตรอกหนึ่ง
ผนังทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งทำเป็น Coffee bar อีกด้านเรียงรายไปด้วยรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ษานุวงศ์ ใส่กรอบขนาดต่างๆ ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะหยุดดูและถ่ายรูปกันที่มุมนี้ แถมเจ้าของร้านยังรับถ่ายให้ด้วย
หลังจากที่ผมซื้อรูปในหลวงพร้อมกรอบจากร้านนี้แล้ว เขาก็เริ่มถามผมว่าเป็นนักศึกษามาทำรายงานเหรอ
พอรู้ว่าผมมาแค่เช้าเย็นกลับแกก็ชวนให้ผม ค้างที่นี่เพื่อดูหิ่งห้อยก่อนโดยนอนเต้นท์คืนละ 150 บาท
ผมก็เลย"เอาวะ ลองดูก็ไม่เลวแฮะ"
เดินไปต่อ
สิ่งที่ผมรับรู้ได้จากคนๆนี้ก็คือ "เขาเล่นดนตรีด้วยความสนุกสนานจริงๆ"
ไม่ใช่เพียง"เล่นเพื่อยังชีพ"
นั่งเรือชมวัดริมแม่กลอง
นั่งพักริมทาง
หลังจากที่เดินชมตลาดน้ำและนั่งเรือชมวัดจนถึงตอนเย็นแล้ว ระหว่างที่ผมนั่งเรือกลับเข้ามาที่ตลาดน้ำ
เฮ้ย!!!ทำไมคนเยอะงี้ฟะ!!!
เหตุก็คือนักท่องเที่ยวต้องการนั่งเรือข้ามฟากที่ท่าเรือคนจึงแน่นตั้งแต่ที่ท่าเรือยาวเข้ามาในตลาดอัมพวา
ผมลงมาจากเรือปุ๊บก็ทนผ่าฝูงชนไม่ใหว เหลือบไปเห็นแม่ค้าขายข้าวเกรียบว่าวข้างที่แกนั่งมีที่ว่าง(ชานบ้านแก)ก็เลยขอแกนั่งจนกว่าคนจะเบาลงบ้าง
ระหว่างที่นั่งรอผมก็เห็นความน่ารักของชาวบ้านแถวนี้อย่างนึงคือการชวยกันตะโกนบอกให้ผู้คนอย่าเดินเบียดกันแซงกัน แม่ค้าบางคนถึงกับช่วยเก็บของหน้าร้านเพื่อเพิ่มทางเดิน(แต่ก็ไม่วายที่คนจะเบียดกันอยู่ดีเพราะนิสัยสามัญของคนไทย
)
แม่ค้าที่ผมขอนั่งเป็นเพื่อนก็ให้หลานตัวเองไปเอาโทรโข่งมาช่วยตะโกนให้นักท่องเที่ยวอย่าเดินแซงกันเบียดกัน
ผมก็เลยช่วยป้าแกด้วย นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาก็มองผมงงๆ(ประมาณว่าไอ้นี่มันทำบ้าอะไรของมัน
)
นอกจากนั้นผมก็ชวนป้าแกคุยไปเรื่อยเปื่อยก็ได้ความว่าคนจะแน่นช่วงเวลานี้ทุกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ (ช่วงที่ตลาดน้ำเปิด) โดยเฉพาะหยุดยาวคนจะยิ่งแน่นเป็นพิเศษ
เมื่อคนเบาลงผมจึงลาป้าแกกลับที่พัก
และมีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากเลยจากการได้คุยกับป้าแก
"ขายแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แล้ววันอื่นทำอะไรละครับ"
"ก็นอนกินสิ"
แหม!! สบายดีแฮะ
พักทานอาหาร ก่อนชมหิ่งห้อย
(แม่จะต้องนั่งคนเดียวแต่ก็ยังดีที่มีไอ้ปุ๊กนั่งเป็นเพื่อนละวะ
)
ชมหิ่งห้อย คนเดียว นิทานอัมพวา
พลบค่ำ...ลมหนาวพัดโชย
เรือแล่นออกจากท่าเทียบ...เจอไต๋คนเดิมที่พาชมวัด
แล่นเลียบผ่านไป...ผ่านตลาด ผ่านไป จนไร้ผู้คน
เห็นแสงทองเรือนไม้สักสว่างไสว...ผ่านวัดจุฬามณี และผ่านเลยไป
ไต๋เลียบเรือให้ข้างพงลำพูให้...เหงนมองยอดไป เห็นแสงหิ่งห้อยไรๆ
ระยิบเคล้าบนฟ้าใส...มองแล้วชื่นใจ สุดจะหาคำบรรยาย
แล่นเลยต่อไป...ฟังไต๋เล่านิทาน
ไต๋ว่าว่าน้ำอยู่นี้คือคลองผีหลอก...เมื่อก่อนหากปลาว่ายมาเห็นเรือตะตกใจ
กระโดดไปบนเรือกันว่าเล่น...หนำซ้ำยังมีคนนำหุ่นผีไปซ่อนในป่า
ให้ผู้คนผ่านมาตกใจ...ว่าแล้วไซร้ไต๋ก็สองไฟให้ดู
แลน่ารักดี...แต่กว่านี้ยังมี
เพราะถัดไปไต๋ว่าคือคลองหมาหอน
แล่นเรื่อยไป...มาถึงแยกน้ำแม่กลอง
กล่าวถึงฉายาสมุทรสงคราม...ว่าคือเมืองสามน้ำ
เพราะแยกนี้แล...เค็ม กร่อย จืด ได้บรรจบกัน
เรือเลียบเข้าพงลำพูนใหม่...เสียงเด็กมาไรไร ว่านี้ไซร้หิ่งห้อยจริงหรือปลอม
ไต๋ก็ว่าจริงแท้แน่ใจ...และเล่านิทานใหม่ให้ฟัง
ว่ากาลก่อนมีนักข่าวผู้หนึ่ง...มาชมหิ่งห้อย
แลเห็นต้นหนึ่งระยิบเต็มต้นเลยนึกสงสัย...รุ่งเช้าจึงมุ่งไป
ยังต้นนั้นแล...ปรากฏว่าเป็นไฟ ที่ชาวบ้านทำไว้ แต่งงานกินดื่มสังสรรค์
แต่นักข่าวเข้าใจ...ว่ามันคือไฟ แต่งมาหลอกกัน
แก้ข่าวกันพลันชุลมุน
ลมหนาวพัดโชย...เสียดทิ่มแทงกาย แต่ไม่เหงาเสียแล้ว
เพราะเมื่อมองไป...ยังลำพูนไพร ที่ใต้แสงจันทร์
หิ่มห้อยหมู่พลัน...ระยิบยับกัน
เหมือนเป็นแรงใจ...ให้คนเดินทาง
ตลาดยามค่ำ
สวัสดีอัมพวา...พิพิธภัณฑ์เมื่อวันก่อน

เป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดของที่นี่ เพราะเป็นการจัดพิพิธภัณฑ์ที่ดูกลมกลืนกับแวดล้อมรอบด้านและเป็นการแสดงเอกลักษณ์ของที่นี่ได้อย่างลงตัว
พูดง่ายๆก็คือเห็นน่าน่าเดินเข้าไปศึกษาน่าเข้าไปอ่านศึกษาความเป็นมาของที่นี่ แต่ผมก็ไม่ได้อ่านมากเท่าใหร่เพราะอยากจะเดินดูตลาดให้ครบมากกว่า
กลับมาที่บ้านพัก
"บันทึกเดินทางของคนเหงา"
กลับมาที่ประโยคเดิมอีกรอบ
"ผมไม่ได้พิสมัยการเดินทางคนเดียว
แต่ที่ต้องเดินทางคนเดียวก็เพราะ หาคนที่ร่วมเดินทางด้วยไม่ได้
ถ้าได้เจอกับคนที่ยังมีความสุขได้กับการเดินทางด้วยกัน
ยังไง 'สองเงาก็ดีกว่าเงาเดียว' "
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของการหยุดยาวในช่วงปีใหม่ของผม สำหรับประโยคที่ทำให้ทำให้คนเหงาๆอย่างผม
ต้องออกเดินทางไปหาคำตอบของประโยคนี้ บัดนี้ผมรู้แล้วว่า
'มันถูก'
คนเราไม่ควรเดินทางเพียงเพื่อจะหนีจากความเหงา เพราะเช่นนั้นมันจะทำให้เราขาดสายตาที่จะมองในที่ต่างๆที่เราไป
อย่างถี่ถ้วน ก็คงไม่ต่างกับการไปเดินสยามเพียงเพื่อหลีสาวสักคนเท่าใดนัก
ความเหงานั้นเป็นตัวผลักดันให้คนเราออกเดินทางและมันก็ทำให้คนเราได้รู้จักทักทายคนที่อยู่ 'ระหว่างทาง' มากขึ้น
ทุกครั้งที่เราเดินทางเราจึงได้ 'มิตรระหว่างทาง' เสมอ ไม่ว่าจะดีเลวเพียงใด พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของหน้าของหนังสือ
ที่มีชื่อว่า 'ความทรงจำ' ที่เราได้เก็บเอาไว้สักที่ในใจของเรา
แต่ถ้าหากจะมีสักวันหนึ่งที่จะได้เจอกับ 'เพื่อนร่วมทาง' ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าเราจะมีความสัมพันธ์กับคนๆนั้น
ไม่ว่าจะนานหรือจะสั้นเพียงแค่หนึ่งการเดินทาง ผมก็เชื่อว่าเธอคนนั้นก็คงจะเป็นคนที่ 'ชะตาลิขิต' ให้มาเจอกันกระมัง
(น้ำเน่าว้อย!!
)
เช้าวันใหม่

หลังจากต้องลาจากอัมพวา
"ผมรู้แล้วว่า ที่นี้มีตลาดน้ำ มีหิ่งห้อย และก็มีรอยยิ้ม ^ ^ "
ลาก่อนอัมพวา
แต่ว่าสักวันฉันจะกลับมาอีก
me\วาร์ป

ชอบไปเที่ยวคนเดียวเป็นปกติเหมือนกัน แต่ไปแบบต้องการความเหงาล้วนๆ เพราะเป็นพวกโลกส่วนตัวสูง
#1 By Media Eater on 2009-01-14 14:51