จดหมายที่ไม่เคยส่ง
posted on 23 Feb 2009 17:18 by cyclonado in ect
(ภาพจาก ef fairy tales of the two )
ในชีวิตเรานั้น...มีข้อความที่ไม่เคยส่งให้คนที่เราอยากให้เขารับรู้สักกี่ฉบับกัน?
(ภาพจาก byousoku 5 centimeters)
**ส่วนนี้เป็นการย่อเรื่องอนิเมที่ผมดูและเป็นแรงบัลดาลใจในการแต่งเอนทรี่นี้ขึ้นมา
หากใครขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆก็เชิญลงไปอ่านที่เรื่องที่ผมเขียนได้เลยนะครับ
5 centemeters per second
หากเพียงแต่เรายังส่งข้อความในใจออกไป...มันคงมีอะไรได้มากกว่าแค่นั่งคิดถึงกัน
5 เมตรต่อวินาทีนั้นค่อความเร็วของกลีบดอกซากุระที่ร่วงลงสู่พื้น และก็เป็นชื่อเรื่องของอนิเมที่ผมดันอุตริดูในช่วงอ่านหนังสือสอบ...
ถ้าแค่ดูเฉยๆมันคงไม่เท่าใหร่ แต่มันดันเกิดอาการ 'จิตตก'จนต้องมานั่งเขียนบล๊อกเพื่อไม่ให้มันค้างคาใจนี่สิ...
เรื่องเป็นเนื้อเรื่องของหนุ่มสาวสองคนที่ได้รู้จักกันตอนสมัยประถม แต่ก็ต้องแยกย้ายจากกันไปยังที่ไกลแสนไกลด้วยเหตุผลทางบ้าน แม้ระยะทางจะเป็นอุปสรรค์ก็มีได้ทำให้ความรักของทั้งสองลดน้อยลงจนกระทั้ง...
บทที่หนึ่ง...การพลัดพรากของซากุระ
ทากากิ(พระเอก) และ อาคาริ(นางเอก) ได้แยกย้ายกันไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมซึ่งอยู่คนละจังหวัดและห่างไกลกันมาก แต่กระนั้นทั้งสองก็ยังส่งจดหมายหากันอยู่เสมอๆ จนกระทั้งทากากิจะต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ไปไกลกว่าเดิมมาก ทั้งคู่เลยตัดสินใจที่จะนัดพบกัน โดยทากากิจะเดินทางไปหาอาคาริที่เมืองที่เธออยู่
ทากากินั้นตื้นเต้นที่จะได้พบกับอาคาริหลังจากจากกันมานานซึ่งอาคาริก็เช่นเดียวกัน และทากากิก้ได้เตรียมจดหมายไว้ฉบับหนึ่งซึ่งได้เขียนความรู้สึกในใจที่มีต่ออาคาริลงไป และหวังจะได้มอบให้เธอเมื่อได้พบเจอกัน
แต่อุปสรรค์ที่เลวร้ายก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อพายุหิมะได้ถาโถมในช่วงที่ทากากิกำลังเดินทางไปโดยรถไฟนั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะต้องไปไม่ตรงกับเวลานัด แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้ย่อท้อที่จะเดินทางไปให้ถึงโดยไม่ยอมแม้แต่จะพักผ่อนระหว่างสถานีเพื่อหาอะไรรองท้อง เนื่องจากไม่อยากให้เสียเวลาไปมากกว่านี้แม้วินาที สิ่งเดียวที่เขาคิดในใจก็คือ 'ขอให้อาคาริกลับบ้านไปแล้วด้วยเถอะ จะได้ไม่ด้องมาทนหนาวรอรับเขาที่สถานี้ในสภาพอากาศเช่นนี้'
แต่ความโชคร้ายยังไม่หมดสิ้น เมื่อเขาได้ทำจดหมายที่ตั้งใจจะมอบให้อาคาริปลิวหายเมื่อคิดที่จะล้วงกระเป๋าเพื่อเอาเศษสตางค์มาหยอดน้ำตู้ นั่นทำให้เขาหดหู่และแทบจะหมดกำลังใจไปเลยทีเดียว...
เมือรถไฟมาถึงสถานที่ๆเป็นจุดหมาย ซึ่งก็เลยเวลานัดมามากโข ทากากิก็เดินลงสถานีอย่างคนซังกะตายเพียงแต่หวังว่าอย่าให้อาคาริต้องมารอเขาที่นี่เลย แต่เมื่อเขาเดินไปถึงห้องรับรองผู้โดยสาร เขาก็พบสาวน้อยผมยาวคนหนึ่งผลอยหลับอยู่หน้าเตาผิง...อาคาริอยู่ที่นี่ และเธอก็รอเขาตลอด
เมื่อได้พบกัน จากน้ำตาก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พวกเขานั่งคุยกันและทานข้าวกล่องที่อาคาริเตรียมมาให้ จนกระทั้งถึงเวลาสถานีปิด ทั้งคู่จึงเดินกลับด้วยกันท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปราย
ทั้งคู่ยังคงเดินไปและคุยกันไปอย่างสนุกสนาน จนกระทั้งทั้งคู่เดินผ่านต้นซากุระต้นหนึ่ง ทั้งคู่หยุดนิ่งที่ใต้ต้นไม้นั้น และพลันนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กก่อนที่จะพลัดพรากจากกัน
'สักวันหนึ่ง เรามาดูต้นซากุระด้วยกันอีกนะ'
ณ วินาทีนั้นไม่มีอะไรอยู่รอบตัวเขาทั้งสอง นอกจากต้นซากุระที่บานสะพรั่งอยู่ในความทรงจำ และอีกผ่ายที่ต่างผ่ายต่างคิดถึงกันตลอดมานานแสนนาน
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาที่ต้องพลัดจากกันก็มาถึงอีกครัง ทั้งคู่ต่างส่งลากันด้วยรอยยิ้มและให้คำสัญญาวาจะติดต่อหากัน เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวนออกไป อาคาริได้เพียงแต่จ้องมองรถไฟขบวนนั้นอย่างเงียบๆ เธอล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจ้องมอง ซึ่งจ่าหน้าถึงทากากิ
...และจดหมายฉบับนั้นก็เป็นจดหมายที่ไม่มีวันส่งไปถึงมือเขา
บทที่สอง...ทะยานสู่ฟ้า
ทากากิได้ย้ายโรงเรียนมาอีกครั้งซึ่งคราวนี้เป็นเกาะที่ใหนสักแห่ง ทากากิยังคงใช้ชีวิตไปเรื่อยๆโดยหารู้ไม่ว่ามีสาวน้อยที่ซื่อสึมึดะแอบชอบเขาอยู่ เธอนั้นพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ทากากิหันมาสนใจในตัวเธอ แต่ทุกครั้งเธอก็จะเห็นทากากิกำลังนั่งพิมพ์เมลทางโทรศัพท์ถึงใครบางคอยู่เสมอ ซึ่งแท้จริงแล้วเมลที่ทากากินั่งพิมพ์ไปนั้น ไม่มีผู้ที่ได้รับ...
จบกรัทั้งถึงวันที่สึมิดะตัดสินใจที่จะบอกรักทากากิ ในระหว่างทางที่กลับบ้านด้วยกัน เธอก็ต้องเก็บคำพูดนั้นไว้ในใจไปอีกนานแสนนาน เพราะเธอรู้แล้วว่าทากากินั้นไม่เคยมองมาที่ตัวเธอเลย
บทสุดท้าย...
ทากากิยังคงใช้ชีวิตซังกะตายไปวันๆโดยในใจยังคงคิดถึงอาคาริอยู่ โทรศัพท์มือถือของเขายังคงมีเมลที่ส่งมาขอคืนดีจากหญิงที่เขาเคยคบด้วย แต่เขาก็บอกเลิกไปเพราะเขารู้ดีว่าไม่มีใครมาแทนอาคาริได้เขายังคงใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยต่อไป จนกระทั้งหวันหนึ่งที่เขารู้แล้วว่ามันมาถึงขีดสุดในชีวิตของเขา เขาก็ลาออกจากงานที่เขาทำอยู่ เขารู้แค่เพียงว่าชีวิตเขาไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้อยู่เคียงข้างอาคาริเท่านั้น
อาคาริกำลังบอกลาพ่อกับแม่ที่สถานีรถไฟ เธอกำลังจะเดินทางไปโตเกียวเพื่อไปอยู่กับคนๆหนึ่งที่ได้มอบแหวน และสวมใส่ไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอไว้ เธอขึ้นรถไฟไปและนึกถึงเรื่องเก่าๆที่ปรากฏขึ้นมาในความฝันเมื่อคืน เธอฝันถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เธอมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ต้องการมอบให้เขา แต่เขาก็ไม่ได้รับมัน
วันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ ณ ทางรถไฟที่ตัดผ่านถนนเส้นหนึ่ง ที่แห่งนี้เคยมีเด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่งเคยได้ให้คำสัญญากันไว้ 'สักวันหนึ่ง เรามาดูต้นซากุระด้วยกันอีกนะ'
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินสวนกับหญิงสาวคนหนึ่ง ณ ทางรถไฟดังกล่าว เมื่อทั้งคู่เดินพ้นไปอีกฟากหนึ่ง ทั้งคู่ต่างหยุดและหันกลับมามองที่อีกฝั่ง แต่ทว่ารถไฟเข้ามาเสียก่อน ทากากิยังคงจ้องมองที่อีกฝั่งแม้ว่าจะมีรถไฟมาขวาง และเมื่อรถไฟได้ผ่านพ้นไป เขาก็พบว่าที่ตรงนั้นไม่มีใคร...
เหลือเพียงแต่ความทรงจำที่ ยังตรึงอยู่ในหัวใจกับและคำสัญญาที่เขาเชื่อมั่นเสมอมา
'สักวันหนึ่ง เรามาดูต้นซากุระด้วยกันอีกนะ'
-----------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------
(ภาพจาก ef fairy tales of the two )
จดหมายที่ไม่เคยส่ง
ผมเชื่อว่าเราทุกคนย่อมต้องเคยมีข้อความที่ไม่ได้ส่งให้ใครบางคนซึ่งเราอยากให้เขารับรู้ไม่มากก็น้อยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม...
ไม่ว่าจะกลัวในสิ่งที่เขาจะตอบกลับเมื่อส่งออกไป
ไม่ว่าจะเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับตัวเขา หากได้รู้ในสิ่งที่เราบอก
ไม่ว่าจะเพราะกาลเวลาที่ทำให้ข้อความนั้นขาดหายไป
ไม่ว่าเพราะอะไรผมก็เชื่อว่าข้อความเหล่านั้นจะติดตรึงไปในใจนานยิ่งกว่า ข้อความที่เราส่งไปให้คนที่เราส่งอยู่สม่ำเสมอเสียอีก เพราะด้วยโซ่ตรวนที่ว่า 'ถ้าได้ส่งออกไป' 'ถ้าตอนนั้นให้เขาหรือเธอได้รับรู้' มันจะยิ่งทำให้ขอความที่เราไม่ได้ส่งไปนั้นยังคงไม่สามารถลืมเลือนไปได้ ยิ่งนานยิ่งฝังแน่นในใจ บางครั้งมันก็จะติดตรึงไปชั่วชีวิตของคนๆนั้น
'เพียงแค่ขอให้เขาหรือเธอได้รับรู้...มันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอยากที่มันควรจะเป็น'
มันน่าเจ็บปวดเกินกว่าสิ่งอื่นใดเสียด้วยซ้ำ
เมื่อผมดูอนิเมเรื่อง byousoku 5 centimeters จบผมก็มานั่งทบทวนตัวเองถึง 'จดหมายที่ไม่เคยส่ง' ซึ่งก็พบว่าบางฉบับแม้จะเก็บไว้นานเป็นปี แต่ผมก็มีโอกาสได้ส่งมัน มันมีเพียงแค่ไม่กี่ฉบับเท่านั้นเองที่ผมไม่มีโอกาสได้ส่ง
บางฉบับต้องเก็บไว้เพราะไม่มีการตอบ
บางฉบับก็ต้งเก็บไว้เพราะกลัวผลที่ตามมาที่เลวร้าย
บางฉบับก็ต้องเก็บไว้เพื่อให้ เขาไม่ต้องทุกข์ใจ
และทุกๆฉบับที่ผมไม่ได้ส่งนั้น ผมก็ยังจำติดใจมาจนถึงวันนี้
และผมก็รู้ดีว่าเหตุผลที่ไม่ได้ส่ง 'เกิดจากตัวของผมเอง'
แม้ว่าช่วงเวลาที่ผม 'พลาด' การส่งจดหมายเหล่านั้นจะผ่านมานานแสนนานแล้ว แต่ผมก็คงไม่คิดที่อยากจะส่งมันไปเท่าใหร่ เพราะถึงแม้ผมจะต้องซึมทุกครั้งที่นึกถึงมัน แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่เราไม่อยากสูญเสียไป และไม่น่าเชื่อว่าแค่การได้ส่งข้อความในใจออกไปเราก็สามารถรักษามันไว้ได้แล้ว...
ดั้งนั้นจดหมายเหล่านั้นก็เสมือนกับเครื่องเตื่อนใจของผมเพื่อไม่ให้ตัวเอง 'พลาด' ที่จะส่งข้อความถึงใครบางคนให้เขาได้รับรู้อีก แม้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ผมก็เชื่อว่ามันก็ยังดีกว่าข้อความที่เก็บไว้ไม่ให้ใครได้เห็นเป็นแน่แท้
ในชีวิตเรานั้น...มีข้อความที่ไม่เคยส่งให้คนที่เราอยากให้เขารับรู้สักกี่ฉบับกัน?
คุณตอบคำถามนี้กับตัวเองได้บ้างมั๊ย...?
จะว่าไปไม่นานมานี้ก็มีจดหมายเพิ่มมาอีกฉบับนี่นาที่ผมยังไม่ได้ส่ง
คุณว่าสายไปมั๊ยครับถ้าผมจะส่งไปให้เธอได้รับรู้
...แต่ผมว่า ผมมีคำตอบในใจอยู่แล้วล่ะ
มีส่งออกไปเยอะแยะ จนคนรับบอกว่าจะส่งให้ครบร้อยฉบับเลยรึไง
แม้จะส่งเยอะแค่ไหน แต่ที่ยังไม่ได้ส่งก็มีอีกพียบ
#1 By chockcolate_am on 2009-02-24 01:09