แสง...ที่อบอุ่นต่างกัน#2

posted on 05 Jun 2009 19:21 by cyclonado

 


บางที...ในค่ำคืนที่เราเหงาจนไม่รู้จะทำอะไร

ผมว่า คำตอบน่าจะหาได้เมื่อเราปิดไฟสว่างๆที่อยู่รอบๆตัวนะ ^ ^

 

1 มกราคม 2552 เวลา 20:00

ผมกับครอบครัวมาเที่ยวที่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ขณะนั้นพวกผมกำลังพักแรมอยู่ที่ด่านทางเข้าอุทยานบนเขา เนื่องจากทางอุทยานจำกัดจำนวนรถที่ขึ้นลง เช่นเดียวกับเวลาที่จะให้เข้าไป...

หลังจากที่ผมกับพ่อจัดท้ายรถกระบะเพื่อเอาไว้นอน(ถ้าไม่ติดว่าเป็นคืนที่ฟ้าปิดคงได้นอนชมดาวท้ายกระบะแบบชิวๆ) และกางเต้นท์ขนาดเล็กให้แม่เสร็จ ผมก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน พร้อมกับหยิบหนังสือติดตัวไปหนึ่งเล่ม เพื่อหาที่สว่างๆนั่งผ่อนคลายด้วยการอ่านหนังสือ

โชคดีที่แผงขายของตรงหน้าด่านตรวจยังเปิดไฟอยู่ แม้ว่าแม่ค้าจะไม่ขายของแล้ว แต่พวกเขาและครอบครัวก็(รวมไปถึงชาวบ้านบริเวณนั้นและเจ้าหน้าที่ด่านตรวจ) ก็มานั่งรวมตัวกันหน้าตู้คาราโอเกะเล็กๆตู้หนึ่ง อารหารและเครื่องดื่มพร้อมสำหรับประกอบความสนุกสนานในการร้องเพลงของพวกเขา

ผมเข้าไปขอเก้าอี้เขามาเพื่อนั่งอ่านหนังสือ ผมเลือกนั่งอยู่ห่างๆเพราะไม่อยากให้พวกเขาเกรงใจผม และให้ผมต้องเกรงใจพวกเขา แค่ยืมแสงสว่างเล็กๆในที่นั้นเพื่ออ่านหนังสือเท่านั้น

ไม่นานนัก เนื้อเพลงที่ฉายในตู้คาราโอเกะก็ถูกขับร้อง แม้จะเป็นเสียงที่ผิดคีย์แบบชาวบ้านๆ น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกว่ามันรบกวนการอ่านหนังสือของผมเลยแม้แต่น้อย กลับกันผมรู้สึกเพลิดเพลินกับกิจกรรมของพวกเขามากกว่าเสียด้วยซ้ำ
ผมยังคงนั่งอ่านหนังสือต่อไป พวกเขาก็ยังคงร้อง เพลงอย่างสนุกสนาน เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆที่นั่งล้อมวงรอบตะเกียงเล็กๆของพวกเขาบ้าง นั่งคุยเล่นบ้าง ร้องรำทำเพลงบ้าง ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนบ้าง

ณ ที่เล็กๆกลางป่าเขาอันกว้างใหญ่แห่งนี้ แสงไฟ คือที่ๆทุกคนมารวมตัวกัน

เป็นแสงไฟเล็กๆ...ที่ดูอบอุ่น ท่ามกลางป่าใหญ่ที่มืดทึบ และโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่วิเศษงดงามเช่นนี้

 

28 เมษายน 2552 เวลา 20:00

ผมเดินอยู่คนเดียวบนถนนสายหนึ่งบนเกาะฮ่องกง กำลังเหงาเล็กๆเพราะคิดถึงใครบางคน รอบๆถนนที่ทอดยาวไปตรงเบื้องหน้าผม แสงไฟจากป้ายโฆษณา และไฟส่องถนนส่องสว่างไปตลอดสองข้างทาง ราวกับว่าเมืองๆนี้เป็นเมืองที่ไม่รู้จักคำว่ากลางคืนและความมืดมิด

ผมไม่รู้ว่าคนที่เดินสวนกับผมไปมาจะเหงาเหมือนผมบ้างรึเปล่า...?
ถึงแม้บางที่พวกเขาอาจจะเหงา แต่ผมว่าความเหงาของเขาก็คงไม่ยืนยาวเท่าผม

ยังมีแสงไฟจากร้านค้าให้เข้าไปจับจ่ายซื้อของ
ยังมีแสงไฟจากป้ายโฆษณาหนังชักชวนให้เข้าไปดู
ยังมีแสงไฟจากร้านเหล้า ที่เชิญชวนคนเหงาที่ไม่รู้จะทำอะไรในยามค่ำคืน บางทีพวกเขาเหล่านั้นอาจจะได้ใครสักคนมาคุยแก้เหงาก็เป็นได้...

ท่ามกลางค่ำคืนที่สุขสว่างเช่นนี้ รอบๆตัวผมดูท่าจะมีอะไรให้คนที่เหงาๆทำเต็มไปหมด
แต่เมื่อค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไป...แน่ใจหรือว่าเมื่อตะวันลับฟ้าอีกครา พวกเขาจะไม่เหงาเหมือนค่ำคืนนี้อีก?

ผมไม่ชอบแสงไฟยามค่ำคืนของเกาะฮ่องกง...
ท่ามกลางเมืองที่ดูไม่เคยจะมีคำว่าหลับใหลเช่นนี้...ผมมีเวลาคิดถึงความเหงาของตัวเองน้อยเกินไป
บางครั้ง มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญ...


29 เมษายน 2552 เวลา 20:00

ผมนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรดาห์ของเรือรบ นั่งจ้องมองแสงสีที่ส่องสว่างมาจากเกาะฮ่องกง และฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่าเกาลูน ตรงร่องน้ำที่คั่นกลางระหว่างพื้นที่ทั้งสอง

ราวกับว่าแสงไฟที่แข่งกันส่องสว่างออกมานั้น จะย้อมความมืดให้กลายเป็นกลางวันได้เลยทีเดียว
ผมรู้สึกดีกว่าเมื่อวาน(แต่ก็ใช่ว่าจะชอบแสงไฟของที่นี่ขึ้นมาสักเท่าใหร่) เพราะกำลังอยู่ท่ามกลางความมืดบนพื้นน้ำ

หากว่าใช้มุมมองของคนเหงาๆมองแสงไฟจากเกาะฮ่องกง ก็ราวกับว่าความมืดกำลังโอบเด็กตัวน้อยๆที่ซุกซนและขี้เหงาก็ไม่ผิดนัก
แสงไฟที่แข่งส่องสว่างอย่างระยิบระยับและก็มีลูกเล่นแปลกๆ จากป้ายโฆษณาต่างๆ ราวกับจะอวดกันว่า ฉันคือผู้ที่โดดเด่นที่สุดในยามราตรี...

ทำไมคนเราต้องดิ้นรนกัน เพื่อที่จะหาอะไรทำท่ามกลางความเหงาในยามค่ำคืน?

เป็นคำถามที่ผมเคยสงสัยและยังคงสงสัยอยู่จนถึงทุกวันนี้

อาจเป็นเพราะบางที เมื่อเราเหงา แสงไฟที่ส่องสว่างอยู่รอบๆตัวเรา ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆและผลักดันให้ตัวเองออกไปหาอะไรทำเพื่อแก้เหงา
แต่นั่นคงไม่ใช่วิธีการที่จะทำให้เราค้นพบว่าทำไมเราจึงเหงา

คงเป็นแค่การแก้เหงาเพียวแค่ชั่วคราว และก็ได้แต่เหงาซ้ำไป...


8 พฤษภาคม 2552 เวลา 20:00

ผมกำลังทำกับข้าวอยู่ที่ครัวหลังบ้าน ฝนเริ่มตก...
ไม่นานนักบ้านผมและบริเวณรอบๆก็มืดดับลงพร้อมกับเสียงระเบิดของหม้อแปลงบนเสาไฟฟ้า...แต่ผมยังผัดกับข้าวในกระทะค้างอยู่

ในสถานการณ์เช่นนี้คนที่ดูจะกระตือรือร้นและสนุกสนานที่สุดคงจะเป็นแม่ผม
เพียงชั่วเวลาไม่นานหลังจากไฟดับ บ้านผมจะส่องสว่างด้วยเปลวไฟจากเทียนรูปทรงแปลกๆและตั้งอยู่บนเชิงเทียนน่ารักๆที่แม่ผมชอบสะสมไว้

ผมชอบเวลาที่บ้านผมไฟดับ โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกโปรยๆ
เมื่อไฟดับคนในบ้านผมก็จะเริ่มมารวมตัวกันที่บริเวณที่มีแสงเทียน ไม่นานนักทุกคนก็จะนั่งเงียบๆและพักผ่อนไปกับธรรมชาติของยามค่ำคืน
บ้างก็เอาเทียนไปเล่มแล้วไปนั่งที่สวนหลังบ้าน บ้างก็นอนหลับให้ลมเย็นๆจากธรรมชาติลูบไล้ บ้างก็อ่านหนังสือใต้แสงเทียน

สำหรับผมเวลาเช่นนี้ผมมักจะนึกเหงาคิดถึงใครบางคน หรือคิดอะไรบางอย่างอยู่บ่อยๆ ผมมักจะเอาเทียนไปหนึ่งเล่มและหามุมเงียบๆเย็นๆนั่ง

ท่ามกลางความมืดที่โอบรอบตัว แสงจากเปลวเทียนทำให้เรามองเห็นแค่ตัวเราเอง

บางครั้ง...มันทำให้ผมคิดดีๆ จากที่เคยคิดค้างไว้ได้มากมาย
บางครั้ง...ทำให้ผมนึกออกว่าผมควรจะทำอะไรในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง
บางครั้ง...ก็ทำให้ผมตระหนักว่า...คนที่ผมคิดถึง มีความสำคัญมากแค่ใหน และควรทำอะไรให้เขาบ้างต่อจากนี้

ท่ามกลางความมืดนั้น ผมว่ามันทำให้เราท่องไปในอดีตอันยาวนานได้ และบางทีก็สามารถทำให้เราจินตนาการถึงอนาคดที่กำลังจะมาถึงได้เช่นกัน
ท่ามกลางความมืด ทำให้เราได้ฝัน ได้คิด ได้ตระหนักถึงบางอย่าง และทำให้ได้คำตอบของอะไรบางอย่างที่ดีๆเช่นกัน

กระนั้นทำไมคนเราต้องใช้แสงสว่างที่บางที่ดูจะเกินจำเป็นขับไล่ตัวเองจากความมืดกันล่ะ?


ผมหรี่ไฟเตาแก๊ส พักตะหลิวไว้ที่ขอบกระทะ และหันไปหาแม่ผม...


"แม่! แสงเทียนมันมองไม่เห็นหรอก เอาไฟฉายมาส่องกระทะเหอะ ผัดกับข้าวไม่ได้แล้วเนี่ย!!!"

 

ผมว่าหลายๆคำตอบของความเหงา...อยู่ในความมืดนะ
ว่างๆคุณลองหรี่ไฟรอบๆตัวคุณดูสิ...มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก ^ ^


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ
me\วาร์ป

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ความเหงา...คือเพื่อน...ความคิดของตัวเรา

#1 By moonong on 2009-06-05 22:00

อ่านแล้วนึกภาพแม่กับเทียนสารพัดสีออกเลย ฮ่าๆๆ

จริงๆที่แม่เอาเทียนมาจุดให้ตอนผัดกับข้าวเพราะอยากให้โรแมนติกมั๊ง sad smile

#2 By ภัทชา (192.87.162.254) on 2009-06-28 04:23