เรื่องเล่าผ่านรูปถ่าย
posted on 06 Nov 2009 21:47 by cyclonado

คลื่นซัดสาดเซ็นทระเทนทบ น้ำตลบกลบทรายบนชายสัน
เหม่อมองทิวอ้างว้างเป็นนานวัน มีแต่ฉันที่นั่งเหงาอยู่คนเดียว
ผมกำลังนั่งดูรูปถ่าย...
เป็นรูปตอนที่ผมได้ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่จังหวัดสุราษธานี มีเพียงหาดทราย และน้ำทะเลเท่านั้นที่อยู่ในรูป
ก่อนที่จะมาถึงที่นี่ ผมกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เป็นเบื้องหลังของการถ่ายทำภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวกับวัยรุ่นคนที่อยากหนีโลก คนหนึ่งอกหัก อีคนก็สอบตก ทั้งคู่จึงตัดสินใจ ‘หนี’ ออกจากโลกที่พวกเธอเคยชิน ไปยังเมืองใหญ่สามเมืองที่ว่ากันว่าเป็นศูยน์กลางของโลกนี้ นั่นคือ ลอนดอน ปารีส และเวนิส
แม้จะไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ทั้งสองสาวที่อยู่ในตัวภาพยนต์ และทั้งผู้ใหญ่อีกสิบห้าคนที่อยู่เบื้องหลังกองถ่าย
แต่หนังสือเล่มนี้ก็บอกเล่าประสบการณ์มากมายที่พวกเขาได้รับ
“การที่คนเราออกไปยังที่ต่างๆ จำเป็นหรือไม่ที่พวกเราต้องการ ‘หนี’ จากอะไรสักอย่าง”
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น คนเราจะเดินทางไปยังที่ต่างๆกันทำไมเล่า?
ผมจึงลองตั้งคำถามกับตนเองระหว่างที่อยู่บนทางรางรถไฟ ที่กำลังมุ่งสู่จังหวัดสุราษธานีว่า
‘ที่ผมมาที่นี่ ในตอนนี้ ผมหนีอะไร’
ตอนนี้ในใจมีเพียงหนึ่งคำตอบ คือหนีมาเพราะเพื่อนบอกว่าจะพาไปเลี้ยงอาหารทะเล ส่วนคำตอบอื่น ผมว่าผมกำลังจะพบ...
สมมุติว่าถ้านี้เป็นหนังเรื่องหนึ่ง ผมกำลังจะกดปุ่ม Forward เพื่อกรอมาที่ฉากที่ผมกำลังนั่งอยู่ริมชายหาด
และตอนนี้ทุกท่านก็กำลังรับชมที่ว่าแล้ว...
ชายหาดแห่งนี้ไม่ค่อยมีคน อาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้กับช่วงมรสุม คนจึงไม่ค่อยมาเที่ยวทะเล ประกอบกับเข้าใกล้วัน Full moon party คนจึงไม่มาเที่ยวชายหาดที่เพื่อนผมพามา
แต่เงียบแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...
ผมกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้เปล และหยิบหนังสือ ‘Dear Galileo มหัศจรรย์มันต้องน้อยกว่านี้’ ขึ้นมาอ่านต่อจากบนรถไฟ
ผมกำลังอ่านคำตอบ ที่คนสิบห้าคนได้ตอบ เมื่อพวกเขาหนี ไปถ่ายทำหนังถึงต่างประเทศ ในช่วงเวลาถึงสามเดือน
แต่ผมยังหาคำตอบของตัวเองไม่เจอ
สักพัก ผมก็ออกไปเดินเล่นที่ชายหาด เพื่อนผมบอกว่ามันชอบทะเลก็เพราะ เวลาที่สนุกหรือเศร้า ทะเลนั้นช่วยได้ทุกอย่าง
แต่ผมว่า ทะเลมันกว้างเกินไป กว้างไปที่จะมาคนเดียวเวลาเศร้าๆ ดังนั้นเวลาที่เหงาๆ หรือเศร้าจับใจ ผมจึงมักจะเลือกภูเขาเป็นที่เยียวยา
‘เพราะว่าเมื่อเราตั้งคำถามกับปัญหาของตัวเองไว้ที่ตีนเขา เรามักจะพบกับอีกหลายคำตอบและทางออกบนยอดนั้น’
ความชอบภูเขาของผมจึงไม่มีวันเสื่อมคลาย
ก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่ง เพื่อนผมชวนผมไปเที่ยวทะเล
ตอนที่ผมพึ่งอกหักมาหมาดๆเพื่อเยียวยาหัวใจ (ไม่รู้ว่าใช่ไม่ใช่ แต่รู้ว่าเป็นข้ออ้างที่ดีในการเปลี่ยนสถานที่ไปนั่งกินเหล้าที่ริมทะล และหาเรื่องคุยเป็นกับแกล้ม ^ ^ )
ทะเลที่ผมไปเดินเล่นหน้าโรงแรม ก็กว้างและอ้างว้างแบบนี้เช่นกัน บางที อาจเป็นเพราะใจผมกำลังว่างด้วยก็เป็นได้
น่าแปลกที่ตอนนั้น ผมไม่ได้กำลังคิดเรื่องคลากสิกๆอย่าง “ทำไมเขาไม่รักเรา” หรือ นั่งนึกเรื่องเก่าๆที่ผ่านมา ทำนองนั้น
แต่จู่ๆผมก็กลับกำลังกระดี๊กระด้า แบกกล้องถ่ายรูป เดินถ่ายไปทั่วชายหาดเสียอย่างนั้น
ผมกำลังคิดว่า ‘บนชายหาดเหงาๆ ทำไมรอบตัวเรามีสีเยอะเกินไป’ ผมจึงจัดการจัดแจง จับ กุ้ง หอย ปู ปลา หมา แมว ไม่เว้นแม้แต่ สาวน้อยน่ารักที่กำลังก่อกองทรายเล่น จับมาเข้าเฟรมรูปแล้วเปลี่ยนมันให้เป็นขาวดำเสียให้หมด
‘เมื่อเราเศร้าแบบนี้ ชีวิตมีแค่สองสีน่ะดีแล้ว’
ทำแบบนี้ ก็สะใจดีไปอีกแบบ
การไปทะเลครั้งนั้น จึงเป็นแรงบัลดาลใจใหม่สำหรับผม
กลับมาที่ชายหาดที่ผมกำลังเดินเล่นอยู่...
ตอนนี้ผมกำลังปีนแนวโขดหิน ที่เรียงรายอยู่ฝั่งซ้ายของชายหาด เพราะอยู่ๆก็ก็เกิดนึกอยากไปถ่ายรูปปู ที่อยู่ตามโขดหิน แต่ความจริงที่ผมเจอมันช่างน้อยนิดเหลือเกิน (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจิตสังหารอันรุนแรงที่ผมชอบเผื่อแผ่ต่อสัตว์โลก ที่เพื่อนผมชอบแซวรึเปล่า)
ดังนั้นผมจิงเจอมัน(ปู)บ้าง ไม่เจอบ้างตามประสา และผมก็พบว่า ปูส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะหลบอยู่ตามซอกหินแคบๆที่มีน้ำนิ่งๆ มากกว่าอยู่ใกล้ๆชายทะเล
แม้แต่ปูที่อยู่ในหาดทรายที่กว้างใหญ่ ยังเลือกเพียงแค่ที่เล็กๆเพื่ออยู่อาศัย แม้ปูอาจจะไม่เคยฟังเพลงทะเลใจ แต่หาให้เจอก็เป็นสุข
ผมกลับมาที่เก้าอี้เปลอีกครั้ง หยิบหนังสือเล่มเดิมขึ้นมาอ่านต่อ
และก็นั่งคิดในใจ...
ไม่ว่าเมื่อใด ผมว่าทะเลก็กว้างเกินไปที่จะมาคนเดียว
บางที การที่เรากำลังไปยังที่ไกลๆ เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเจอคำตอบของเรื่องที่อยากหาอยู่ก็เป็นได้ ไม่ไม่ว่าจะอย่างไร ที่นั่นก็มีคำตอบของหลายๆเรื่อง ให้เราได้ค้นพบเสมอ
------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------
คุยกันท้ายเอนทรี่...
ตามสัญญาครับ บทความอันนี้คือบทความที่ใช้เวลาแรมเดือนในการเตรียมเพื่อลงวารสาร ของโรงเรียนที่ผมเคยเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งบทความในเอนทรี่นี้และก่อนหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลัมณ์ "เรื่องเล่าบนเม็ดทราย" ซึ่งรวมเรื่องเล่าต่างๆที่ผมได้พบเจอและคิดคำนึงออกมาได้ และเอามารวบรวมกันภายใต้แนวคิดที่ว่า
“ความคิด และความทรงจำของคนเรา
บางทีก็คงไม่ต่างกับเม็ดทรายที่มีอยู่ทั่วไปในชายหาดแห่งนี้
หากเราไม่ก่อมันให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ก็คงไม่มีค่าอะไรที่จะสนใจ”
แล้วไว้เอนทรี่หน้าจะเอาบทความอื่นๆในคอลัมณ์นี้มาทยอยลงนะครับ ^ ^
me\เมื่อใหร่จะปิดเล่มวารสารได้ฟะเนี่ย

ชอบประโยคนี้มากๆ ^^
#1 By ❀SOLSOM on 2009-11-06 22:33